07 April, 2010
ธ.ก.ส.เดินเครื่อง'ธนาคารชุมชน'
นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ในปีบัญชี 2551/2552 ที่สิ้นปีบัญชีไปเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ที่ผ่านมา ธ.ก.ส. มีผลดำเนินงานที่ดี โดยมีกำไรประมาณ 7,000-7,500 ล้านบาท เนื่องจากสามารถขยายสินเชื่อได้ถึง 17% ทำให้มีสินเชื่อคงค้างเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่กว่า 6 แสนล้านบาท ซึ่งกว่า 1 แสนล้านบาท เป็นสินเชื่อในโครงการตามนโยบายรัฐบาล ที่ส่วนใหญ่คือโครงการรับจำนำพืชผลการเกษตร แต่ยังไม่รวมการประกันรายได้ที่มาแทนการรับจำนำ ส่วนเงินฝากอยู่ที่ราว 6.5 แสนล้านบาท
นายลักษณ์ กล่าวอีกว่า ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2553 หรือเริ่มต้นปีบัญชีใหม่ 2552/2553 ของ ธ.ก.ส. ทางธนาคารได้เริ่มดำเนินการโครงการธนาคารชุมชนแล้ว โดยมีการตั้งสำนักงานธนาคารชุมชนแยกจากการดำเนินงานปกติของ ธ.ก.ส. และขณะนี้ได้แต่งตั้งผู้บริหารเข้าไปดำเนินการ ซึ่งมีการเริ่มฝึกอบรมพนักงาน
ประมาณ 200 คนแล้ว คาดว่าจะเริ่มให้บริการอำนวยสินเชื่อเพื่อรายย่อย (ไมโครไฟแนนซ์) ได้ในช่วงกลางเดือน เมษายน นี้
'กลางเดือน เมษายนนี้ คงเริ่มอำนวยสินเชื่อได้ ซึ่งคงมีการประกาศความคืบหน้าต่อไป ตอนนี้ก็มีคนโทรศัพท์ติดต่อเข้ามาขอให้บริการกันมาก แต่ยังไม่ได้ให้บริการสินเชื่อตอนนี้ ขณะนี้เพียงแต่ตั้งสำนักงานธนาคารประชาชน โดยแยกหน่วยงาน แยกบัญชีออกมาจากการดำเนินงานปกติของธนาคาร เบื้องต้นจะเน้นตั้งสาขาในจังหวัดใหญ่ก่อน กระจายไปทั่วประเทศ เช่น เชียงใหม่ นครราชสีมา ขอนแก่น ส่วนรอบๆ ออกไป จะเป็นการให้สินเชื่อผ่านกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ หรือสหกรณ์ชุมชนที่มีความเข้มแข็ง' นายลักษณ์ กล่าว
นายลักษณ์ กล่าวว่า ธนาคารได้ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ผ่านธนาคารชุมชนให้ได้ปีละประมาณ 1 แสนราย คิดเป็นยอดสินเชื่อราว 2,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยให้สินเชื่อรายละ 2 หมื่นบาท โดยตั้งเป้าในระยะเวลา 3 ปี จะปล่อยสินเชื่อให้ได้ 6,000 ล้านบาท ซึ่งการให้สินเชื่อไมโครไฟแนนซ์นี้จะคิดดอกเบี้ยต่ำ 1% ต่อเดือน แบบต้นลด-ดอกลด โดยจะทำให้อัตราดอกเบี้ยเมื่อคิดเป็นรายปีอยู่ที่ 12 % ต่อปี
ที่มา แนวหน้า
นายลักษณ์ กล่าวอีกว่า ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2553 หรือเริ่มต้นปีบัญชีใหม่ 2552/2553 ของ ธ.ก.ส. ทางธนาคารได้เริ่มดำเนินการโครงการธนาคารชุมชนแล้ว โดยมีการตั้งสำนักงานธนาคารชุมชนแยกจากการดำเนินงานปกติของ ธ.ก.ส. และขณะนี้ได้แต่งตั้งผู้บริหารเข้าไปดำเนินการ ซึ่งมีการเริ่มฝึกอบรมพนักงาน
ประมาณ 200 คนแล้ว คาดว่าจะเริ่มให้บริการอำนวยสินเชื่อเพื่อรายย่อย (ไมโครไฟแนนซ์) ได้ในช่วงกลางเดือน เมษายน นี้
'กลางเดือน เมษายนนี้ คงเริ่มอำนวยสินเชื่อได้ ซึ่งคงมีการประกาศความคืบหน้าต่อไป ตอนนี้ก็มีคนโทรศัพท์ติดต่อเข้ามาขอให้บริการกันมาก แต่ยังไม่ได้ให้บริการสินเชื่อตอนนี้ ขณะนี้เพียงแต่ตั้งสำนักงานธนาคารประชาชน โดยแยกหน่วยงาน แยกบัญชีออกมาจากการดำเนินงานปกติของธนาคาร เบื้องต้นจะเน้นตั้งสาขาในจังหวัดใหญ่ก่อน กระจายไปทั่วประเทศ เช่น เชียงใหม่ นครราชสีมา ขอนแก่น ส่วนรอบๆ ออกไป จะเป็นการให้สินเชื่อผ่านกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ หรือสหกรณ์ชุมชนที่มีความเข้มแข็ง' นายลักษณ์ กล่าว
นายลักษณ์ กล่าวว่า ธนาคารได้ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ผ่านธนาคารชุมชนให้ได้ปีละประมาณ 1 แสนราย คิดเป็นยอดสินเชื่อราว 2,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยให้สินเชื่อรายละ 2 หมื่นบาท โดยตั้งเป้าในระยะเวลา 3 ปี จะปล่อยสินเชื่อให้ได้ 6,000 ล้านบาท ซึ่งการให้สินเชื่อไมโครไฟแนนซ์นี้จะคิดดอกเบี้ยต่ำ 1% ต่อเดือน แบบต้นลด-ดอกลด โดยจะทำให้อัตราดอกเบี้ยเมื่อคิดเป็นรายปีอยู่ที่ 12 % ต่อปี
ที่มา แนวหน้า
02 April, 2010
ธนาคารชุมชน ทอฝันคนจนตกหล่น
ถึงโครงการแก้ไขปัญหาลูกหนี้เงินกู้นอกระบบจะมีประชาชนมาลงทะเบียน 1,195,481 ราย คิดเป็นมูลหนี้รวม 122,859 ล้านบาท แล้วก็ตาม
แต่ ประเทศไทยยังมีคนยากจนที่หวังพึ่งความช่วยเหลือ ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำมากกว่านั้นหลายเท่าตัว
"การ สำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า ยังมีผู้มีรายได้น้อยอีกประมาณ 13.4 ล้านคน ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินดอกเบี้ยต่ำได้ ยังต้องกู้ยืมนอกระบบดอกเบี้ยสูงอยู่อีก
และจากการสอบถามกลุ่มคน เหล่านั้น ถึงความต้องการให้ภาครัฐเข้าไปดูแลในเรื่องใดบ้าง ส่วนใหญ่ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนเรื่องเงินทุนในการประกอบอาชีพเป็นหลัก"
นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร (ธ.ก.ส.) พูดถึงที่มาของโครงการ "ธนาคารชุมชน" ที่จะเริ่ม
เดินเครื่องเปิดให้ ประชาชนผู้มีรายได้ต่ำกู้เงินไปพัฒนาอาชีพ สร้างเสริมรายได้ให้กับตัวเอง ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.นี้เป็นต้นไป
โครงการนี้ไม่เกี่ยวกับการแก้ไข ปัญหาลูกหนี้เงินกู้นอกระบบที่มีการขึ้นทะเบียนไปแล้ว และไม่เกี่ยวกับโครงการให้เกษตรกรกู้ยืมเงินของ ธ.ก.ส. รวมทั้งไม่เกี่ยวกับกองทุนหมู่บ้าน หรือแม้กระทั่งกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ สถาบันการเงินชุมชนหรือธนาคารหมู่บ้านดั้งเดิมแต่อย่างใด
ธนาคาร ชุมชน เป็นโครงการใหม่ถอดด้าม ที่ ผจก.ธ.ก.ส.เน้นย้ำว่า จะเป็นเหมือนธนาคารใหม่ธนาคารหนึ่ง ที่มี ธ.ก.ส.เป็นเจ้าของ มีหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือดูแลคนยากจนที่มีรายได้ต่ำโดยเฉพาะเป็นคนยากจนที่ ไม่สามารถเข้าถึง การกู้เงินของ ธ.ก.ส. ตามเงื่อนไขปกติได้
"คนจน 13.4 ล้านคน ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำจากสถาบันการเงินของรัฐ ต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบแทน ส่วนใหญ่จะเป็นแรงงานนอกระบบ ทำงานรับจ้างตามฤดูกาล ทำงานรับจ้างรายวัน ไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่งแน่นอน หรือไม่ก็ทำมาค้าขายเล็กๆน้อยๆ
กู้เงินจากสถาบันการเงินในระบบไม่ได้ เนื่องจากไม่มีหลักทรัพย์ ค้ำประกันการกู้เงิน แม้ที่ผ่านมา ธ.ก.ส.จะได้ลดเงื่อนไขการกู้เงิน ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ก็กู้ได้ เพียงแต่เกษตรกรตั้งรวมกลุ่มค้ำประกันกันเอง สามารถกู้เงินได้ก็ตาม คนกลุ่มนี้ก็ยังไม่สามารถกู้ ธ.ก.ส.ได้อยู่ดี
เนื่องจากไม่ได้ประกอบ อาชีพเกษตรกรเป็นหลัก รายได้หลักไม่ได้มาจากการทำการเกษตร ทำการเกษตรบ้าง เพื่อบริโภคในครอบครัว รายได้หลักมาจากการทำอย่างอื่น รับจ้างทำงานสารพัดอย่าง แล้วแต่จะมีคนว่างจ้าง"
คนเหล่านี้ถือเป็น ประชาชนที่ตกหล่นในโครงการช่วยเหลือจากภาครัฐ ที่ผ่านมาไม่สามารถกู้เงินจาก ธ.ก.ส.ได้ แต่ต่อไปคนเหล่านี้สามารถกู้เงินจากธนาคารชุมชนได้ คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ให้กู้รายละ 20,000–50,000 บาท ให้ระยะเวลาผ่อนชำระ 2 ปี
อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อเดือน...ร้อยละ 12 ต่อปี เปรียบเทียบกับดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ทั่วไป ดูเหมือนว่าคิดดอกเบี้ยจะสูงเกินไป
ผจก.ลักษณ์ มองว่า เมื่อเทียบกับดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบ ที่คิดร้อยละ 5-10 ต่อเดือน ร้อยละ 60-120 ต่อปี...ดอกเบี้ยธนาคารชุมชนถูกกว่ามาก
"ที่สำคัญดอกเบี้ยที่ เราคิดนั้น คิดแบบลดต้นลดดอก ไม่ได้คิดแบบรวบยอดอย่างเงินกู้นอกระบบ ไม่มีการลดต้นลดดอก ไม่ว่าจะผ่อนเงินต้นไปมากแค่ไหน ยังต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงเท่าเดิม
ส่วนที่มองว่า เราคิดดอกสูงกว่าธนาคารพาณิชย์ทั่วไป เนื่องจากว่า การทำธุรกิจของธนาคารชุมชนมีต้นทุนค่อนข้างสูง มีความเสี่ยงสูง ปล่อยกู้ให้โดยไม่มีทรัพย์ค้ำประกัน อาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นสำคัญ เพราะเราเชื่อว่า คนจนส่วนใหญ่มีความซื่อสัตย์ มีจิตใจดีงาม ไม่ค่อยคิดคดโกงใคร"
คนจนต้องจนเพราะถูกคนอื่นเขาโกง คนอื่นเอาเปรียบไปมากกว่า...โดยที่ตัวเองไม่เคยได้คิดเอาเปรียบคดโกงใคร
ส่วน เรื่องการบริหารความเสี่ยง ปล่อยกู้โดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แม้จะมีความเสี่ยงหนี้สูญค่อนข้างสูง ผจก.ธ.ก.ส.อธิบายว่า การปล่อยกู้ของธนาคารชุมชนจะกระทำใน 2 รูปแบบ
1. ปล่อยกู้ผ่านสถาบันเงินกู้ที่มีอยู่แล้วในชุมชนหมู่บ้าน เช่น กลุ่มการเงิน กองทุนหมู่บ้าน กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ฯลฯ
2. ปล่อยกู้ตรงให้กับผู้มีรายได้น้อยโดยตรง
"การปล่อยกู้ผ่านสถาบันการ เงินในชุมชนที่มีความเข้มแข็งอยู่แล้ว แต่มีเงินทุนให้สมาชิกกู้ได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ปัญหาเรื่องความเสี่ยงจะมีไม่ค่อยมาก เพราะแต่ละชุมชนจะมีระบบ มีคณะกรรมการคอยกลั่นกรองอยู่แล้วว่า คนที่จะมาขอกู้มีพฤติกรรมอย่างไร มีความตั้งใจทำมาหากินแค่ไหน ทำอาชีพอะไร กู้ไปแล้วมีความสามารถที่จะชำระหนี้ ได้หรือเปล่า
ส่วนการปล่อยกู้ ให้กับผู้มีรายได้น้อยโดยตรงมีความเสี่ยงสูงกว่า จะมีปัญหาเพิ่มขึ้นบ้าง ที่เราจะต้องใช้เจ้าหน้าที่ของธนาคารมาคัดกรอง สอบถามประวัติต่างๆด้วยตัวเอง ทั้งจากตัวผู้ต้องการกู้เงินและเพื่อนบ้านในชุมชนว่า เป็นคนอย่างไร ทำมาหากินอะไร จะเอาเงินไปพัฒนาอาชีพสร้างเสริมรายได้
ยังไง มีความสามารถที่จะหารายได้มาชำระหนี้ได้หรือไม่ ถ้าผ่านเงื่อนไขก็สามารถกู้เงินได้โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน"
สำหรับ ข้อกังวลเรื่องธนาคารชุมชนเป็นธนาคารใหม่ จะเปิดดำเนินการในอีกไม่กี่วัน จะมีเจ้าหน้าที่พร้อมให้บริการคนจนกู้เงินในวันที่ 1 เม.ย.นี้หรือ
ผจก.ลักษณ์ ยืนยันว่า ทุกวันนี้ ธ.ก.ส.มีพนักงานพัฒนาธุรกิจ ที่เรียกว่า FBI (Feebase Income) ประมาณ 200 คน กระจายไปตามสาขาต่างๆ ทำหน้าที่ให้บริการรับชำระค่าสาธารณูปโภคต่างๆให้กับลูกค้าอยู่แล้ว
"พนักงาน เหล่านี้เป็นคนที่อยู่ในชุมชน มีความคุ้นเคยกับคนในพื้นที่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ในเบื้องต้นธนาคารจะให้พนักงานเหล่านี้เข้ามาช่วยดูแลลูกค้าของธนาคารชุมชน ไปก่อน ให้ทำหน้าที่หาลูกค้า สอบถามประวัติลูกค้า เรียกว่า ให้ทำหน้าที่เหมือนกับพนักงาน ในยุคก่อตั้ง ธ.ก.ส.เมื่อปี 2509 นั่นแหละ
ยุค นั้น พนักงาน ธ.ก.ส.ทำอย่างไร ยุคนี้พนักงานธนาคารชุมชนก็ต้องทำอย่างนั้น โดยให้พนักงาน 1 คน ดูแลลูกค้าให้ได้ 300 คน"
พร้อมกันนั้น ภายใน 3 ปี จะมีการเปิดรับพนักงานใหม่เพิ่มขึ้นมาอีก 1,000 คน
ส่วนที่ทำการ ของธนาคารชุมชน ในระยะเริ่มแรกจะใช้ที่สำนักงานสาขาของ ธ.ก.ส.เป็นที่ทำการของธนาคารชุมชนไปก่อน
ฉะนั้นวันที่ 1 เม.ย.นี้ ผจก.ธ.ก.ส.มั่นใจเปิดให้คนจนตกหล่นแสดงความจำนงที่จะขอกู้เงินจากธนาคาร ชุมชนได้อย่างแน่นอน
และระยะเริ่มแรก 3 ปี ธนาคารตั้งเป้าไว้ว่าจะปล่อยกู้ประชาชนให้ได้ ประมาณ 300,000 ราย ในวงเงิน 6,000 ล้านบาท จากนั้นจะมีการประเมินผลงานว่า ผลการดำเนินการที่ออกมาเป็นอย่างไร มีหนี้เน่าหนี้เสียเยอะขนาดไหน
ถ้า ไปได้ดี...ในอนาคตข้างหน้า ผจก.ลักษณ์บอกว่า จะนำเรื่องขออนุมัติจาก ครม.ตั้งธนาคารชุมชนเป็นธนาคารใหม่แยกอิสระจาก ธ.ก.ส.ไปเลย
แต่ฝัน โอกาสทองของคนจนจะเป็นจริงยั่งยืนถึงขั้นนั้นหรือไม่... ขึ้นอยู่กับศักดิ์ศรีความสัตย์ซื่อของคนจนผู้ยิ่งใหญ่ด้วยเช่นกัน.
ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
แต่ ประเทศไทยยังมีคนยากจนที่หวังพึ่งความช่วยเหลือ ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำมากกว่านั้นหลายเท่าตัว
"การ สำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า ยังมีผู้มีรายได้น้อยอีกประมาณ 13.4 ล้านคน ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินดอกเบี้ยต่ำได้ ยังต้องกู้ยืมนอกระบบดอกเบี้ยสูงอยู่อีก
และจากการสอบถามกลุ่มคน เหล่านั้น ถึงความต้องการให้ภาครัฐเข้าไปดูแลในเรื่องใดบ้าง ส่วนใหญ่ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนเรื่องเงินทุนในการประกอบอาชีพเป็นหลัก"
นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร (ธ.ก.ส.) พูดถึงที่มาของโครงการ "ธนาคารชุมชน" ที่จะเริ่ม
เดินเครื่องเปิดให้ ประชาชนผู้มีรายได้ต่ำกู้เงินไปพัฒนาอาชีพ สร้างเสริมรายได้ให้กับตัวเอง ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.นี้เป็นต้นไป
โครงการนี้ไม่เกี่ยวกับการแก้ไข ปัญหาลูกหนี้เงินกู้นอกระบบที่มีการขึ้นทะเบียนไปแล้ว และไม่เกี่ยวกับโครงการให้เกษตรกรกู้ยืมเงินของ ธ.ก.ส. รวมทั้งไม่เกี่ยวกับกองทุนหมู่บ้าน หรือแม้กระทั่งกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ สถาบันการเงินชุมชนหรือธนาคารหมู่บ้านดั้งเดิมแต่อย่างใด
ธนาคาร ชุมชน เป็นโครงการใหม่ถอดด้าม ที่ ผจก.ธ.ก.ส.เน้นย้ำว่า จะเป็นเหมือนธนาคารใหม่ธนาคารหนึ่ง ที่มี ธ.ก.ส.เป็นเจ้าของ มีหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือดูแลคนยากจนที่มีรายได้ต่ำโดยเฉพาะเป็นคนยากจนที่ ไม่สามารถเข้าถึง การกู้เงินของ ธ.ก.ส. ตามเงื่อนไขปกติได้
"คนจน 13.4 ล้านคน ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำจากสถาบันการเงินของรัฐ ต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบแทน ส่วนใหญ่จะเป็นแรงงานนอกระบบ ทำงานรับจ้างตามฤดูกาล ทำงานรับจ้างรายวัน ไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่งแน่นอน หรือไม่ก็ทำมาค้าขายเล็กๆน้อยๆ
กู้เงินจากสถาบันการเงินในระบบไม่ได้ เนื่องจากไม่มีหลักทรัพย์ ค้ำประกันการกู้เงิน แม้ที่ผ่านมา ธ.ก.ส.จะได้ลดเงื่อนไขการกู้เงิน ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ก็กู้ได้ เพียงแต่เกษตรกรตั้งรวมกลุ่มค้ำประกันกันเอง สามารถกู้เงินได้ก็ตาม คนกลุ่มนี้ก็ยังไม่สามารถกู้ ธ.ก.ส.ได้อยู่ดี
เนื่องจากไม่ได้ประกอบ อาชีพเกษตรกรเป็นหลัก รายได้หลักไม่ได้มาจากการทำการเกษตร ทำการเกษตรบ้าง เพื่อบริโภคในครอบครัว รายได้หลักมาจากการทำอย่างอื่น รับจ้างทำงานสารพัดอย่าง แล้วแต่จะมีคนว่างจ้าง"
คนเหล่านี้ถือเป็น ประชาชนที่ตกหล่นในโครงการช่วยเหลือจากภาครัฐ ที่ผ่านมาไม่สามารถกู้เงินจาก ธ.ก.ส.ได้ แต่ต่อไปคนเหล่านี้สามารถกู้เงินจากธนาคารชุมชนได้ คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ให้กู้รายละ 20,000–50,000 บาท ให้ระยะเวลาผ่อนชำระ 2 ปี
อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อเดือน...ร้อยละ 12 ต่อปี เปรียบเทียบกับดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ทั่วไป ดูเหมือนว่าคิดดอกเบี้ยจะสูงเกินไป
ผจก.ลักษณ์ มองว่า เมื่อเทียบกับดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบ ที่คิดร้อยละ 5-10 ต่อเดือน ร้อยละ 60-120 ต่อปี...ดอกเบี้ยธนาคารชุมชนถูกกว่ามาก
"ที่สำคัญดอกเบี้ยที่ เราคิดนั้น คิดแบบลดต้นลดดอก ไม่ได้คิดแบบรวบยอดอย่างเงินกู้นอกระบบ ไม่มีการลดต้นลดดอก ไม่ว่าจะผ่อนเงินต้นไปมากแค่ไหน ยังต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงเท่าเดิม
ส่วนที่มองว่า เราคิดดอกสูงกว่าธนาคารพาณิชย์ทั่วไป เนื่องจากว่า การทำธุรกิจของธนาคารชุมชนมีต้นทุนค่อนข้างสูง มีความเสี่ยงสูง ปล่อยกู้ให้โดยไม่มีทรัพย์ค้ำประกัน อาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นสำคัญ เพราะเราเชื่อว่า คนจนส่วนใหญ่มีความซื่อสัตย์ มีจิตใจดีงาม ไม่ค่อยคิดคดโกงใคร"
คนจนต้องจนเพราะถูกคนอื่นเขาโกง คนอื่นเอาเปรียบไปมากกว่า...โดยที่ตัวเองไม่เคยได้คิดเอาเปรียบคดโกงใคร
ส่วน เรื่องการบริหารความเสี่ยง ปล่อยกู้โดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แม้จะมีความเสี่ยงหนี้สูญค่อนข้างสูง ผจก.ธ.ก.ส.อธิบายว่า การปล่อยกู้ของธนาคารชุมชนจะกระทำใน 2 รูปแบบ
1. ปล่อยกู้ผ่านสถาบันเงินกู้ที่มีอยู่แล้วในชุมชนหมู่บ้าน เช่น กลุ่มการเงิน กองทุนหมู่บ้าน กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ฯลฯ
2. ปล่อยกู้ตรงให้กับผู้มีรายได้น้อยโดยตรง
"การปล่อยกู้ผ่านสถาบันการ เงินในชุมชนที่มีความเข้มแข็งอยู่แล้ว แต่มีเงินทุนให้สมาชิกกู้ได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ปัญหาเรื่องความเสี่ยงจะมีไม่ค่อยมาก เพราะแต่ละชุมชนจะมีระบบ มีคณะกรรมการคอยกลั่นกรองอยู่แล้วว่า คนที่จะมาขอกู้มีพฤติกรรมอย่างไร มีความตั้งใจทำมาหากินแค่ไหน ทำอาชีพอะไร กู้ไปแล้วมีความสามารถที่จะชำระหนี้ ได้หรือเปล่า
ส่วนการปล่อยกู้ ให้กับผู้มีรายได้น้อยโดยตรงมีความเสี่ยงสูงกว่า จะมีปัญหาเพิ่มขึ้นบ้าง ที่เราจะต้องใช้เจ้าหน้าที่ของธนาคารมาคัดกรอง สอบถามประวัติต่างๆด้วยตัวเอง ทั้งจากตัวผู้ต้องการกู้เงินและเพื่อนบ้านในชุมชนว่า เป็นคนอย่างไร ทำมาหากินอะไร จะเอาเงินไปพัฒนาอาชีพสร้างเสริมรายได้
ยังไง มีความสามารถที่จะหารายได้มาชำระหนี้ได้หรือไม่ ถ้าผ่านเงื่อนไขก็สามารถกู้เงินได้โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน"
สำหรับ ข้อกังวลเรื่องธนาคารชุมชนเป็นธนาคารใหม่ จะเปิดดำเนินการในอีกไม่กี่วัน จะมีเจ้าหน้าที่พร้อมให้บริการคนจนกู้เงินในวันที่ 1 เม.ย.นี้หรือ
ผจก.ลักษณ์ ยืนยันว่า ทุกวันนี้ ธ.ก.ส.มีพนักงานพัฒนาธุรกิจ ที่เรียกว่า FBI (Feebase Income) ประมาณ 200 คน กระจายไปตามสาขาต่างๆ ทำหน้าที่ให้บริการรับชำระค่าสาธารณูปโภคต่างๆให้กับลูกค้าอยู่แล้ว
"พนักงาน เหล่านี้เป็นคนที่อยู่ในชุมชน มีความคุ้นเคยกับคนในพื้นที่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ในเบื้องต้นธนาคารจะให้พนักงานเหล่านี้เข้ามาช่วยดูแลลูกค้าของธนาคารชุมชน ไปก่อน ให้ทำหน้าที่หาลูกค้า สอบถามประวัติลูกค้า เรียกว่า ให้ทำหน้าที่เหมือนกับพนักงาน ในยุคก่อตั้ง ธ.ก.ส.เมื่อปี 2509 นั่นแหละ
ยุค นั้น พนักงาน ธ.ก.ส.ทำอย่างไร ยุคนี้พนักงานธนาคารชุมชนก็ต้องทำอย่างนั้น โดยให้พนักงาน 1 คน ดูแลลูกค้าให้ได้ 300 คน"
พร้อมกันนั้น ภายใน 3 ปี จะมีการเปิดรับพนักงานใหม่เพิ่มขึ้นมาอีก 1,000 คน
ส่วนที่ทำการ ของธนาคารชุมชน ในระยะเริ่มแรกจะใช้ที่สำนักงานสาขาของ ธ.ก.ส.เป็นที่ทำการของธนาคารชุมชนไปก่อน
ฉะนั้นวันที่ 1 เม.ย.นี้ ผจก.ธ.ก.ส.มั่นใจเปิดให้คนจนตกหล่นแสดงความจำนงที่จะขอกู้เงินจากธนาคาร ชุมชนได้อย่างแน่นอน
และระยะเริ่มแรก 3 ปี ธนาคารตั้งเป้าไว้ว่าจะปล่อยกู้ประชาชนให้ได้ ประมาณ 300,000 ราย ในวงเงิน 6,000 ล้านบาท จากนั้นจะมีการประเมินผลงานว่า ผลการดำเนินการที่ออกมาเป็นอย่างไร มีหนี้เน่าหนี้เสียเยอะขนาดไหน
ถ้า ไปได้ดี...ในอนาคตข้างหน้า ผจก.ลักษณ์บอกว่า จะนำเรื่องขออนุมัติจาก ครม.ตั้งธนาคารชุมชนเป็นธนาคารใหม่แยกอิสระจาก ธ.ก.ส.ไปเลย
แต่ฝัน โอกาสทองของคนจนจะเป็นจริงยั่งยืนถึงขั้นนั้นหรือไม่... ขึ้นอยู่กับศักดิ์ศรีความสัตย์ซื่อของคนจนผู้ยิ่งใหญ่ด้วยเช่นกัน.
ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ