31 March, 2010
ลุ้นครม.ไฟเขียวแก้หนี้สินเกษตร กรกว่า8หมื่นล. จูงใจผ่อนครบครึ่งหนึ่งตรงเวลา ที่เหลือยกให้
กก.เฉพาะกิจฯ ชง ครม.แก้หนี้สินเกษตรกร 5.1 แสนราย กว่า 8 หมื่นล้าน ให้ทำสัญญาเจ้าหนี้ใหม่ ชูผ่อนชำระครบครึ่งหนึ่งภายในเวลาที่กำหนด ได้รับสิทธิยกหนี้ที่เหลือให้ทันที
คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรอย่างบูรณาการ ที่มีพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) เมื่อวันที่ 29 มีนาคม ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้นำเสนอแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกรรูปแบบใหม่ ที่จะสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้สินของเกษตรกรที่มีต่อสถาบันการเงินให้หมดสิ้นภายในระยะเวลาไม่เกิน 15 ปี ต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบอนุมัติต่อไป
"สำหรับแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกรที่วางไว้ครั้งนี้ จะมีจุดเด่นอยู่ที่การให้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เข้าไปเป็นตัวกลางในการแก้ไขปัญหาหนี้สินระหว่างเกษตรกรกับสถาบันการเงิน โดยทั้งสองฝ่ายจะมีการทำสัญญาใช้หนี้ระหว่างกัน โดยเกษตรกรจะได้รับการพักหนี้เงินต้น 50% ของวงเงินหนี้ทั้งหมด ส่วนดอกเบี้ยจะมีการยกเว้นให้ทั้งหมดด้วย และในขั้นตอนการปรับโครงสร้างหนี้ สถาบันการเงินจะลงนามในบันทึกข้อตกลงเพื่อยืนยันว่า จะไม่นำที่ดินที่ยึดไว้ไปขายทอดตลาด และเกษตรกรก็จะมีสิทธิในการเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อประกอบอาชีพได้เหมือนเดิม" ที่ปรึกษานายกฯกล่าว
ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขั้นตอนการดำเนินงานที่วางเอาไว้ กฟก.จะรับหน้าที่ในการประสานงานให้เกษตรกร ได้ทำสัญญาผ่อนชำระหนี้กับสถาบันการเงินเจ้าหนี้ โดย กฟก.จะเข้าไปดูรายละเอียดของมูลหนี้ที่เกิดขึ้น การวางหลักสูตรการฟื้นฟูหนี้ให้เกษตรกร ซึ่งจะนำไปสู่การคำนวณศักยภาพการชำระหนี้ของเกษตรกรว่าจะเป็นรายเดือนหรือรายปี และระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้จะต้องใช้เวลาเท่าไร แต่เบื้องต้นกำหนดไว้ว่าจะต้องไม่เกิน 15 ปี
"สมมุติว่าเกษตรกรรายหนึ่งมีหนี้อยู่ประมาณ 1 แสนบาท และถูกสถาบันการเงินยึดที่ดินไว้ หากเข้ามาสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ที่วางไว้ โดยทำสัญญาว่าจะชำระหนี้ให้กับสถาบันการเงิน ซึ่งเบื้องต้นอาจจะมีการตกลงว่าจะผ่อนชำระหนี้ให้หมดภายใน 5 ปี เกษตรกรจะได้รับสิทธิพักเงินต้นครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 5 หมื่นบาท ส่วนดอกเบี้ยจะถูกยกเว้นทั้งหมด และเมื่อเกษตรกรผ่อนชำระหนี้ตามงวดที่กำหนดไว้ เมื่อถึงเวลาส่งหนี้งวดสุดท้าย สามารถผ่อนชำระหนี้ได้ครบถ้วนเงินต้นที่เหลืออยู่ 5 หมื่นบาท เงินต้นอีก 5 หมื่นบาท ที่ถูกพักไว้ ก็จะถูกยกให้ทันที" คุณหญิงสุพัตรากล่าว
คุณหญิง สุพัตรากล่าวว่า หากเกิดปัญหาเกษตรกรไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้ทันตามระยะเวลาที่กำหนด กฟก.และสถาบันการเงิน จะส่งตัวแทนเข้าไปดูข้อเท็จจริง หากพบว่า มาจากเหตุสุดวิสัยก็จะหาทางเข้าไปช่วยเหลือ แต่ถ้าพบว่า มีเหตุผลไม่สมควร ข้อตกลงก็จะถูกยกเลิก เพราะในข้อเท็จจริงเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จะต้องตระหนักว่า เป็นหน้าที่สำคัญของเกษตรกรในการแก้หนี้ด้วย หลังจากที่รัฐบาลได้พยายามหาทางช่วยเหลืออย่างเต็มที่แล้ว
ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับเกษตรกรที่กำหนดให้เข้าร่วมการปรับโครงสร้างหนี้ครั้งนี้ กำหนดวงหนี้ไว้ไม่เกินรายละ 2.5 ล้านบาท เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ทั้งหมด ตัดยอดหนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2552 แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่เป็นสมาชิก กฟก. 8 หมื่นราย วงเงินหนี้ซึ่งเป็นเงินต้นอยู่ที่ 1.26 หมื่นล้านบาท 2.กลุ่มที่ไม่ได้เป็นสมาชิก กฟก. และเป็นหนี้กับสถาบันการเงินของรัฐ 3.5 แสนราย วงเงินหนี้ซึ่งเป็นเงินต้นอยู่ที่ 5.52 หมื่นล้านบาท 3.กลุ่มที่เป็นหนี้กับสถาบันการเงินเอกชน สหกรณ์ และนิติบุคคล 8 หมื่นราย วงเงินหนี้เงินต้นอยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านกว่าบาท รวมจำนวนเกษตรกรทั้งหมด 5.1 แสนราย รวมมูลหนี้ 8.04 หมื่นล้านบาท
คุณหญิง สุพัตรากล่าวว่า ในส่วนขั้นตอนการปรับโครงหนี้นั้น กฟก.จะมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดฝึกอบรมอาชีพทั้งหมด ให้เข้ามาช่วยจัดโปรแกรมอบรมฟื้นฟู พัฒนาการประกอบอาชีพให้เกษตรกรอย่างเป็นระบบเน้นผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นหลังการฝึกอบรม เพื่อให้มีกำลังเพียงพอที่จะผ่อนชำระหนี้ต่อสถาบันการเงินได้ ซึ่งจะมีการเสนอขออนุมัติงบประมาณจาก ครม.ด้วย คาดว่าจะใช้วงเงินในการฝึกอบรม 7,900 ล้านบาท ส่วนการแก้หนี้ทั้ง 8.04 หมื่นล้านบาทนั้น รัฐบาลยืนยันว่า จะไม่ใช้เงินงบประมาณเลย เนื่องจากเรื่องนี้เป็นมาตรการที่มีการหารือกับสถาบันการเงินมาตลอด ซึ่งสถาบันการเงินเห็นด้วย เพราะทำแล้วจะมีแต่กำไร ไม่ขาดทุน เนื่องจากหนี้เหล่านี้เป็นเอ็นพีแอลอยู่แล้ว ถ้าแก้ไขได้ตามแผนที่วางไว้ ก็จะได้เงินคืนมาประมาณ 50% แต่แก้ไขตามกระบวนการปกติ จะได้เงินคืนแค่ 20-30% อีกทั้งยังใช้เวลานานมาก
"ยืนยันว่า การออกมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ของเกษตรกร ครั้งนี้ ไม่มีนัยอะไรเกี่ยวกับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนรากหญ้าในขณะนี้ เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาตลอดตั้งแต่เข้ามาบริหารงาน เพราะมองว่า หากสามารถทำเรื่องนี้ได้จะเป็นจุดเปลี่ยนของประเทศในการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร ซึ่งเป็นปัญหาที่หมักหมมมานาน และนายกฯก็รับทราบมาตลอดและเร่งรัดให้จัดทำรูปแบบออกมาโดยเร็ว ขั้นตอนจากนี้ไปก็จะเป็นหน้าที่ของ กฟก. ที่จะต้องจัดทำรายละเอียดให้แล้วเสร็จเพื่อเสนอให้นายกฯพิจารณานำเข้า ครม.โดยเร็วที่สุด" คุณหญิง สุพัตราระบุ
นายวิชิต จันทะแจ้ง รักษาการเลขาธิการสำนักงาน กฟก. กล่าวว่า หาก ครม.มีมติอนุมัติรูปแบบการปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าว คาดว่าในส่วนเกษตรกรกลุ่มที่ 1 และ 2 น่าจะเริ่มดำเนินการได้ทันที โดยขณะนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารออมสิน ตอบตกลงมาแล้ว ขณะที่ธนาคารกรุงไทย ระหว่างขั้นตอนการเจรจา แต่ในส่วนกลุ่มที่ 3 ในส่วนของสถาบันการเงินเอกชน คงจะต้องประสานงานให้สมาคมธนาคารไทยให้ช่วยเจรจาให้ ส่วนนิติบุคคลและสหกรณ์ ก็คงต้องใช้การเจรจาด้วย แต่เชื่อว่าน่าจะได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี
พล.ต.สนั่นกล่าวว่า เชื่อว่าแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้ที่คณะกรรมการ เห็นชอบไปครั้งนี้ จะสามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรได้ ไม่ต่างอะไรกับแนวคิดการให้ กฟก.ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้กับสถาบันการเงิน เพื่อโอนหนี้มาให้ กฟก.ดูแล ตามที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ เพราะวิธีการนี้ จะมีการให้เกษตรกรเข้าสู่โปรแกรมการฟื้นฟูอาชีพอย่างเป็นระบบ และมีกระบวนการควบคุมอย่างเข้มงวด ส่วนสาเหตุที่การออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ไม่ประสบความสำเร็จ ก็เป็นเพราะสถาบันการเงินไม่เชื่อถือการดำเนินงานของ กฟก.
"ผมมั่นใจว่าแนวทางนี้จะแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้ของเกษตรกรได้อย่างแน่นอน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ รัฐบาลหลายชุด หาหลายช่องทางมาดำเนินการแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ถ้าหากรัฐบาลชุดนี้มีปัญหาเรื่องการเมือง และต้องยุบสภา ไปก่อนที่จะนำเสนอเรื่องนี้ คนที่จะซวยก็คงเป็นเกษตรกรที่เป็นหนี้สินเอง เพราะจะไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาหนี้สินที่เราวางไว้ได้" พล.ต.สนั่นระบุ
นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า จากการหารือร่วมกันระหว่าง กฟก.กับสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้เกษตรกรที่เป็นสมาชิก กฟก. มีแนวทางตกลงเบื้องต้นที่จะแก้ไขปัญหาหนี้สินที่เป็นเอ็นพีแอล โดยจะมีการนำหนี้ครึ่งหนึ่งมาปรับโครงสร้างเพื่อผ่อนปรนการชำระหนี้ ลดภาระดอกเบี้ย และยืดระยะเวลาการชำระหนี้ออกไป พร้อมกับให้เข้าร่วมโครงการฟื้นฟูอบรมวิชาชีพ หากเกษตรกรสามารถทำตามเงื่อนไขได้ ก็จะยกเว้นหนี้อีกครึ่งหนึ่งที่เหลือ หลักการนี้มีธนาคารของรัฐ 3-4 แห่งเห็นชอบแล้ว แต่จะต้องนำกลับไปเสนอบอร์ดเพื่อขออนุมัติ อีกทั้งยังติดปัญหาที่สมาคมธนาคารไทย ในฐานะผู้ประสานงานของสถาบันการเงินเอกชน
"ปัญหาสำคัญคือ จะต้องทำหนังสือไปยังกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย โดยกระทรวงการคลังจะต้องหาเงินชดเชยให้กับสถาบันการเงินในส่วนของหนี้ที่ยกให้กับเกษตรกร เพราะจะต้องมีมติ ครม.รองรับในการจ่ายชดเชย ขณะที่ ธปท.ในฐานะผู้กำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ว่า เงื่อนไขการผ่อนหนี้ดังกล่าวขัดกับหลักเกณฑ์ของ ธปท.ในการกำกับดูแลสถาบันการเงินหรือไม่ โดยเฉพาะกรณีธนาคารกรุงไทย แม้ว่ารัฐจะถือหุ้นใหญ่ แต่ก็ดำเนินการแบบเอกชน" นายเอ็นนูกล่าว
ที่มา : มติชนออนไลน์
คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรอย่างบูรณาการ ที่มีพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) เมื่อวันที่ 29 มีนาคม ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้นำเสนอแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกรรูปแบบใหม่ ที่จะสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้สินของเกษตรกรที่มีต่อสถาบันการเงินให้หมดสิ้นภายในระยะเวลาไม่เกิน 15 ปี ต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบอนุมัติต่อไป
"สำหรับแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกรที่วางไว้ครั้งนี้ จะมีจุดเด่นอยู่ที่การให้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เข้าไปเป็นตัวกลางในการแก้ไขปัญหาหนี้สินระหว่างเกษตรกรกับสถาบันการเงิน โดยทั้งสองฝ่ายจะมีการทำสัญญาใช้หนี้ระหว่างกัน โดยเกษตรกรจะได้รับการพักหนี้เงินต้น 50% ของวงเงินหนี้ทั้งหมด ส่วนดอกเบี้ยจะมีการยกเว้นให้ทั้งหมดด้วย และในขั้นตอนการปรับโครงสร้างหนี้ สถาบันการเงินจะลงนามในบันทึกข้อตกลงเพื่อยืนยันว่า จะไม่นำที่ดินที่ยึดไว้ไปขายทอดตลาด และเกษตรกรก็จะมีสิทธิในการเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อประกอบอาชีพได้เหมือนเดิม" ที่ปรึกษานายกฯกล่าว
ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขั้นตอนการดำเนินงานที่วางเอาไว้ กฟก.จะรับหน้าที่ในการประสานงานให้เกษตรกร ได้ทำสัญญาผ่อนชำระหนี้กับสถาบันการเงินเจ้าหนี้ โดย กฟก.จะเข้าไปดูรายละเอียดของมูลหนี้ที่เกิดขึ้น การวางหลักสูตรการฟื้นฟูหนี้ให้เกษตรกร ซึ่งจะนำไปสู่การคำนวณศักยภาพการชำระหนี้ของเกษตรกรว่าจะเป็นรายเดือนหรือรายปี และระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้จะต้องใช้เวลาเท่าไร แต่เบื้องต้นกำหนดไว้ว่าจะต้องไม่เกิน 15 ปี
"สมมุติว่าเกษตรกรรายหนึ่งมีหนี้อยู่ประมาณ 1 แสนบาท และถูกสถาบันการเงินยึดที่ดินไว้ หากเข้ามาสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ที่วางไว้ โดยทำสัญญาว่าจะชำระหนี้ให้กับสถาบันการเงิน ซึ่งเบื้องต้นอาจจะมีการตกลงว่าจะผ่อนชำระหนี้ให้หมดภายใน 5 ปี เกษตรกรจะได้รับสิทธิพักเงินต้นครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 5 หมื่นบาท ส่วนดอกเบี้ยจะถูกยกเว้นทั้งหมด และเมื่อเกษตรกรผ่อนชำระหนี้ตามงวดที่กำหนดไว้ เมื่อถึงเวลาส่งหนี้งวดสุดท้าย สามารถผ่อนชำระหนี้ได้ครบถ้วนเงินต้นที่เหลืออยู่ 5 หมื่นบาท เงินต้นอีก 5 หมื่นบาท ที่ถูกพักไว้ ก็จะถูกยกให้ทันที" คุณหญิงสุพัตรากล่าว
คุณหญิง สุพัตรากล่าวว่า หากเกิดปัญหาเกษตรกรไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้ทันตามระยะเวลาที่กำหนด กฟก.และสถาบันการเงิน จะส่งตัวแทนเข้าไปดูข้อเท็จจริง หากพบว่า มาจากเหตุสุดวิสัยก็จะหาทางเข้าไปช่วยเหลือ แต่ถ้าพบว่า มีเหตุผลไม่สมควร ข้อตกลงก็จะถูกยกเลิก เพราะในข้อเท็จจริงเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จะต้องตระหนักว่า เป็นหน้าที่สำคัญของเกษตรกรในการแก้หนี้ด้วย หลังจากที่รัฐบาลได้พยายามหาทางช่วยเหลืออย่างเต็มที่แล้ว
ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับเกษตรกรที่กำหนดให้เข้าร่วมการปรับโครงสร้างหนี้ครั้งนี้ กำหนดวงหนี้ไว้ไม่เกินรายละ 2.5 ล้านบาท เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ทั้งหมด ตัดยอดหนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2552 แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่เป็นสมาชิก กฟก. 8 หมื่นราย วงเงินหนี้ซึ่งเป็นเงินต้นอยู่ที่ 1.26 หมื่นล้านบาท 2.กลุ่มที่ไม่ได้เป็นสมาชิก กฟก. และเป็นหนี้กับสถาบันการเงินของรัฐ 3.5 แสนราย วงเงินหนี้ซึ่งเป็นเงินต้นอยู่ที่ 5.52 หมื่นล้านบาท 3.กลุ่มที่เป็นหนี้กับสถาบันการเงินเอกชน สหกรณ์ และนิติบุคคล 8 หมื่นราย วงเงินหนี้เงินต้นอยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านกว่าบาท รวมจำนวนเกษตรกรทั้งหมด 5.1 แสนราย รวมมูลหนี้ 8.04 หมื่นล้านบาท
คุณหญิง สุพัตรากล่าวว่า ในส่วนขั้นตอนการปรับโครงหนี้นั้น กฟก.จะมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดฝึกอบรมอาชีพทั้งหมด ให้เข้ามาช่วยจัดโปรแกรมอบรมฟื้นฟู พัฒนาการประกอบอาชีพให้เกษตรกรอย่างเป็นระบบเน้นผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นหลังการฝึกอบรม เพื่อให้มีกำลังเพียงพอที่จะผ่อนชำระหนี้ต่อสถาบันการเงินได้ ซึ่งจะมีการเสนอขออนุมัติงบประมาณจาก ครม.ด้วย คาดว่าจะใช้วงเงินในการฝึกอบรม 7,900 ล้านบาท ส่วนการแก้หนี้ทั้ง 8.04 หมื่นล้านบาทนั้น รัฐบาลยืนยันว่า จะไม่ใช้เงินงบประมาณเลย เนื่องจากเรื่องนี้เป็นมาตรการที่มีการหารือกับสถาบันการเงินมาตลอด ซึ่งสถาบันการเงินเห็นด้วย เพราะทำแล้วจะมีแต่กำไร ไม่ขาดทุน เนื่องจากหนี้เหล่านี้เป็นเอ็นพีแอลอยู่แล้ว ถ้าแก้ไขได้ตามแผนที่วางไว้ ก็จะได้เงินคืนมาประมาณ 50% แต่แก้ไขตามกระบวนการปกติ จะได้เงินคืนแค่ 20-30% อีกทั้งยังใช้เวลานานมาก
"ยืนยันว่า การออกมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ของเกษตรกร ครั้งนี้ ไม่มีนัยอะไรเกี่ยวกับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนรากหญ้าในขณะนี้ เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาตลอดตั้งแต่เข้ามาบริหารงาน เพราะมองว่า หากสามารถทำเรื่องนี้ได้จะเป็นจุดเปลี่ยนของประเทศในการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร ซึ่งเป็นปัญหาที่หมักหมมมานาน และนายกฯก็รับทราบมาตลอดและเร่งรัดให้จัดทำรูปแบบออกมาโดยเร็ว ขั้นตอนจากนี้ไปก็จะเป็นหน้าที่ของ กฟก. ที่จะต้องจัดทำรายละเอียดให้แล้วเสร็จเพื่อเสนอให้นายกฯพิจารณานำเข้า ครม.โดยเร็วที่สุด" คุณหญิง สุพัตราระบุ
นายวิชิต จันทะแจ้ง รักษาการเลขาธิการสำนักงาน กฟก. กล่าวว่า หาก ครม.มีมติอนุมัติรูปแบบการปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าว คาดว่าในส่วนเกษตรกรกลุ่มที่ 1 และ 2 น่าจะเริ่มดำเนินการได้ทันที โดยขณะนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารออมสิน ตอบตกลงมาแล้ว ขณะที่ธนาคารกรุงไทย ระหว่างขั้นตอนการเจรจา แต่ในส่วนกลุ่มที่ 3 ในส่วนของสถาบันการเงินเอกชน คงจะต้องประสานงานให้สมาคมธนาคารไทยให้ช่วยเจรจาให้ ส่วนนิติบุคคลและสหกรณ์ ก็คงต้องใช้การเจรจาด้วย แต่เชื่อว่าน่าจะได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี
พล.ต.สนั่นกล่าวว่า เชื่อว่าแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้ที่คณะกรรมการ เห็นชอบไปครั้งนี้ จะสามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรได้ ไม่ต่างอะไรกับแนวคิดการให้ กฟก.ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้กับสถาบันการเงิน เพื่อโอนหนี้มาให้ กฟก.ดูแล ตามที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ เพราะวิธีการนี้ จะมีการให้เกษตรกรเข้าสู่โปรแกรมการฟื้นฟูอาชีพอย่างเป็นระบบ และมีกระบวนการควบคุมอย่างเข้มงวด ส่วนสาเหตุที่การออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ไม่ประสบความสำเร็จ ก็เป็นเพราะสถาบันการเงินไม่เชื่อถือการดำเนินงานของ กฟก.
"ผมมั่นใจว่าแนวทางนี้จะแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้ของเกษตรกรได้อย่างแน่นอน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ รัฐบาลหลายชุด หาหลายช่องทางมาดำเนินการแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ถ้าหากรัฐบาลชุดนี้มีปัญหาเรื่องการเมือง และต้องยุบสภา ไปก่อนที่จะนำเสนอเรื่องนี้ คนที่จะซวยก็คงเป็นเกษตรกรที่เป็นหนี้สินเอง เพราะจะไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาหนี้สินที่เราวางไว้ได้" พล.ต.สนั่นระบุ
นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า จากการหารือร่วมกันระหว่าง กฟก.กับสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้เกษตรกรที่เป็นสมาชิก กฟก. มีแนวทางตกลงเบื้องต้นที่จะแก้ไขปัญหาหนี้สินที่เป็นเอ็นพีแอล โดยจะมีการนำหนี้ครึ่งหนึ่งมาปรับโครงสร้างเพื่อผ่อนปรนการชำระหนี้ ลดภาระดอกเบี้ย และยืดระยะเวลาการชำระหนี้ออกไป พร้อมกับให้เข้าร่วมโครงการฟื้นฟูอบรมวิชาชีพ หากเกษตรกรสามารถทำตามเงื่อนไขได้ ก็จะยกเว้นหนี้อีกครึ่งหนึ่งที่เหลือ หลักการนี้มีธนาคารของรัฐ 3-4 แห่งเห็นชอบแล้ว แต่จะต้องนำกลับไปเสนอบอร์ดเพื่อขออนุมัติ อีกทั้งยังติดปัญหาที่สมาคมธนาคารไทย ในฐานะผู้ประสานงานของสถาบันการเงินเอกชน
"ปัญหาสำคัญคือ จะต้องทำหนังสือไปยังกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย โดยกระทรวงการคลังจะต้องหาเงินชดเชยให้กับสถาบันการเงินในส่วนของหนี้ที่ยกให้กับเกษตรกร เพราะจะต้องมีมติ ครม.รองรับในการจ่ายชดเชย ขณะที่ ธปท.ในฐานะผู้กำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ว่า เงื่อนไขการผ่อนหนี้ดังกล่าวขัดกับหลักเกณฑ์ของ ธปท.ในการกำกับดูแลสถาบันการเงินหรือไม่ โดยเฉพาะกรณีธนาคารกรุงไทย แม้ว่ารัฐจะถือหุ้นใหญ่ แต่ก็ดำเนินการแบบเอกชน" นายเอ็นนูกล่าว
ที่มา : มติชนออนไลน์
เอสเอ็มอีแบงก์ มอบสินเชื่อแก้ไขหนี้นอกระบบ 300 ราย พร้อมฝึกอาชีพ เสริมรายได้ให้
เอสเอ็มอีแบงก์ มอบสินเชื่อแก้ไขหนี้นอกระบบ 300 ราย พร้อมฝึกอาชีพ เสริมรายได้ให้
เอสเอ็มอีแบงก์ มอบสินเชื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน (หนี้นอกระบบ) จำนวนกว่า 300 ราย ในกรุงเทพ-ปริมณฑล และ 14 จังหวัด พร้อมจัดอบรมความรู้ ฝึกอาชีพ เพื่อสร้างเสริมรายได้ให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ หรือ นำไปประกอบอาชีพใหม่ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
วันนี้ (25 มีนาคม 2553) นายโสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เป็นประธานมอบสินเชื่อ “โครงการสินเชื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน (หนี้นอกระบบ) ” ตามนโยบายของรัฐบาล จำนวน 304 ราย รวมมูลหนี้ 29.9 ล้านบาท แบ่งเป็น ลูกหนี้ที่มีมูลหนี้ไม่เกิน 5 หมื่นบาท จำนวน 50 ราย มูลหนี้ 1.6 ล้านบาท และลูกหนี้ที่มีมูลหนี้เกินกว่า 5 หมื่นบาท จำนวน 254 ราย มูลหนี้ 28.3 ล้านบาท โดยเป็นลูกหนี้บางส่วนของพื้นที่เขตกรุงเทพ-ปริมณฑล และ 14 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ลพบุรี สุพรรณบุรี อยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท อุทัยธานี และนครสวรรค์ ณ ห้องมัฆวานรังสรรค์ สโมสรทหารบก
นายโสฬส กล่าวว่า เอสเอ็มอีแบงก์ได้เดินหน้าเร่งดำเนินโครงการสินเชื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน (หนี้นอกระบบ) ทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ในโครงการฯ โดยธนาคารได้รับรายชื่อลูกหนี้ที่ลงทะเบียนไว้กับกรมบัญชีกลางจำนวน 35,451 ราย มูลหนี้รวม 3,861.05 ล้านบาท ขณะนี้ได้ดำเนินการติดต่อไปยังลูกค้าทุกรายแล้ว ปรากฎว่า ที่ติดต่อได้ จำนวน 17,209 ราย หรือคิดเป็น 48.54% และอยู่ระหว่างกระบวนการติดต่อ จำนวน 18,242 ราย หรือคิดเป็น 51.46% โดยแบ่งลูกหนี้ออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่มีมูลหนี้ไม่เกิน 5 หมื่นบาท จำนวน 10,841 ราย และลูกหนี้ที่มีมูลหนี้เกิน 5 หมื่นบาท จำนวน 24,610 ราย และขณะนี้มีลูกหนี้ที่ผ่านการเจรจาแล้ว จำนวน 2,218 ราย โดยแบ่งเป็นลูกหนี้อยู่ในเกณฑ์ที่พิจารณาสินเชื่อได้ จำนวน 1,160 ราย และอยู่ระหว่างรอความพร้อมของลูกหนี้ (ด้านเอกสาร/ผู้ค้ำประกัน) จำนวน 1,058 ราย โดยธนาคารจะเร่งดำเนินการช่วยเหลือลูกหนี้ให้แล้วเสร็จทุกรายภายใน 15 มิถุนายน 2553 จึงขอให้ลูกหนี้รีบนัดหมายเจ้าหนี้ของท่านและติดต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารโดยด่วน เพื่อจักได้ดำเนินการเจรจาประนอมหนี้และเข้าสู่กระบวนการพิจารณาสินเชื่อต่อไป
นอกจากนี้ ภายในงานดังกล่าวยังจัดกิจกรรมอบรมในหัวข้อ “การจัดทำรายงานเงินสด รายรับ-จ่าย” เพื่อให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯนำไปใช้ประโยชน์ในกิจการของตนเอง และจัดสอนอาชีพ จำนวน 5 อาชีพ ได้แก่ เครื่องประดับ Handmade จัดช่อดอกไม้สด เพ้นท์ขวดแก้ว เขียนภาพด้วยปากการ้อน (บนพื้นไม้) และประดิษฐ์กล่องผ้าไหม เป็นต้น โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งธนาคารจะจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯให้มีโอกาสสร้างงานเสริมรายได้สามารถพึ่งพาตนเองได้ และมีความสามารถที่จะชำระหนี้กับธนาคารต่อไป
ที่มา : SME Bank
เอสเอ็มอีแบงก์ มอบสินเชื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน (หนี้นอกระบบ) จำนวนกว่า 300 ราย ในกรุงเทพ-ปริมณฑล และ 14 จังหวัด พร้อมจัดอบรมความรู้ ฝึกอาชีพ เพื่อสร้างเสริมรายได้ให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ หรือ นำไปประกอบอาชีพใหม่ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
วันนี้ (25 มีนาคม 2553) นายโสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เป็นประธานมอบสินเชื่อ “โครงการสินเชื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน (หนี้นอกระบบ) ” ตามนโยบายของรัฐบาล จำนวน 304 ราย รวมมูลหนี้ 29.9 ล้านบาท แบ่งเป็น ลูกหนี้ที่มีมูลหนี้ไม่เกิน 5 หมื่นบาท จำนวน 50 ราย มูลหนี้ 1.6 ล้านบาท และลูกหนี้ที่มีมูลหนี้เกินกว่า 5 หมื่นบาท จำนวน 254 ราย มูลหนี้ 28.3 ล้านบาท โดยเป็นลูกหนี้บางส่วนของพื้นที่เขตกรุงเทพ-ปริมณฑล และ 14 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ลพบุรี สุพรรณบุรี อยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท อุทัยธานี และนครสวรรค์ ณ ห้องมัฆวานรังสรรค์ สโมสรทหารบก
นายโสฬส กล่าวว่า เอสเอ็มอีแบงก์ได้เดินหน้าเร่งดำเนินโครงการสินเชื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน (หนี้นอกระบบ) ทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ในโครงการฯ โดยธนาคารได้รับรายชื่อลูกหนี้ที่ลงทะเบียนไว้กับกรมบัญชีกลางจำนวน 35,451 ราย มูลหนี้รวม 3,861.05 ล้านบาท ขณะนี้ได้ดำเนินการติดต่อไปยังลูกค้าทุกรายแล้ว ปรากฎว่า ที่ติดต่อได้ จำนวน 17,209 ราย หรือคิดเป็น 48.54% และอยู่ระหว่างกระบวนการติดต่อ จำนวน 18,242 ราย หรือคิดเป็น 51.46% โดยแบ่งลูกหนี้ออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่มีมูลหนี้ไม่เกิน 5 หมื่นบาท จำนวน 10,841 ราย และลูกหนี้ที่มีมูลหนี้เกิน 5 หมื่นบาท จำนวน 24,610 ราย และขณะนี้มีลูกหนี้ที่ผ่านการเจรจาแล้ว จำนวน 2,218 ราย โดยแบ่งเป็นลูกหนี้อยู่ในเกณฑ์ที่พิจารณาสินเชื่อได้ จำนวน 1,160 ราย และอยู่ระหว่างรอความพร้อมของลูกหนี้ (ด้านเอกสาร/ผู้ค้ำประกัน) จำนวน 1,058 ราย โดยธนาคารจะเร่งดำเนินการช่วยเหลือลูกหนี้ให้แล้วเสร็จทุกรายภายใน 15 มิถุนายน 2553 จึงขอให้ลูกหนี้รีบนัดหมายเจ้าหนี้ของท่านและติดต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารโดยด่วน เพื่อจักได้ดำเนินการเจรจาประนอมหนี้และเข้าสู่กระบวนการพิจารณาสินเชื่อต่อไป
นอกจากนี้ ภายในงานดังกล่าวยังจัดกิจกรรมอบรมในหัวข้อ “การจัดทำรายงานเงินสด รายรับ-จ่าย” เพื่อให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯนำไปใช้ประโยชน์ในกิจการของตนเอง และจัดสอนอาชีพ จำนวน 5 อาชีพ ได้แก่ เครื่องประดับ Handmade จัดช่อดอกไม้สด เพ้นท์ขวดแก้ว เขียนภาพด้วยปากการ้อน (บนพื้นไม้) และประดิษฐ์กล่องผ้าไหม เป็นต้น โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งธนาคารจะจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯให้มีโอกาสสร้างงานเสริมรายได้สามารถพึ่งพาตนเองได้ และมีความสามารถที่จะชำระหนี้กับธนาคารต่อไป
ที่มา : SME Bank
24 March, 2010
“แบงก์ชาติ” ดันไมโครไฟแนนซ์ปล่อยกู้รากหญ้า
โดย ผู้จัดการ วันที่ 2010-03-17 19:49:44
“แบงก์ชาติ” ผลักดันไมโครไฟแนนซ์ ปล่อยกู้แก่รากหญ้าทดแทนการไปกู้นอกระบบ แจงดำเนินการเวิร์กชอปให้ความรู้แก่แบงก์พาณิชย์เพื่อจูงใจให้บริการนี้มากขึ้น นางสาวนวพร มหารักขกะ ผู้อำนวยการอาวุโส สายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการศึกษาการให้บริการทางการเงินแก่ประชาชนระดับรากหญ้า ซึ่งไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบธนาคารพาณิชย์ได้ (ไมโครไฟแนนซ์) โดยยอมรับว่า การให้ความช่วยเหลือในเรื่องดังกล่าว ถึงเป็นเรื่องใหม่ในการทำธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ไทย ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาสถาบันการเงินไทยไม่เคยทำมาก่อน และมองว่าเป็นธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง เพราะหลักการของการให้สินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ เป็นการให้สินเชื่อแก่คนที่ไม่เคยมีประวัติทางการเงินมาก่อน และไม่ต้องมีหลักทรัพย์มาค้ำประกัน เพื่อให้ระดับรากหญ้าเข้าถึงบริการทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ได้จริง อย่างไรก็ตาม ข้อดีของไมโครไฟแนนซ์ที่ ธปท.ต้องการผลักดันให้เกิดขึ้น เนื่องจากสินเชื่อเหล่านี้จะเข้ามาทดแทนเงินกู้นอกระบบ ซึ่งเป็นแหล่งเงินกู้ของผู้มีรายได้น้อยและไม่มีโอกาสกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ได้ เนื่องจากไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันในการกู้เงิน แต่การกู้นอกระบบจะถูกเอาเปรียบจากอัตราดอกเบี้ยที่แพงมาก ดังนั้น ในช่วงต่อไปนี้ ธปท.มีแผนจะจัดเป็นสัมมนาเวิร์กชอป หรือการออกไปให้ความรู้ให้กับธนาคารพาณิชย์ไทย ให้เข้าใจการดำเนินการธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในลักษณะไมโครไฟแนนซ์มากขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจให้เปิดใจยอมรับ และสร้างแรงจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์ในประเทศเข้ามาทำธุรกิจปล่อยสินเชื่อขนาดเล็กในลักษณะนี้มากขึ้น “ธปท.เข้าใจดีว่า หากธนาคารพาณิชย์จะทำธุรกิจอะไร จะต้องสามารถสร้างกำไรได้ และการปล่อยสินเชื่อลักษณะนี้มีความเสี่ยงสูงกว่าการปล่อยสินเชื่อในปัจจุบัน ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่เก็บจากลูกค้าอาจจะสูงกว่าการปล่อยกู้ในระบบปัจจุบัน แต่ถ้าเทียบกับดอกเบี้ยหนี้นอกระบบในขณะนี้จะต่ำกว่ามาก และที่สำคัญช่วยเพิ่มโอกาสการทำอาชีพให้กับคนระดับรากหญ้ามากขึ้น แต่การจะเชิญชวนให้ธนาคารพาณิชย์เข้ามาทำก็ต้องสร้างความเข้าใจว่า การทำธุรกิจลักษณะนี้มีโอกาสในการทำกำไรได้” น.ส.นวพร กล่าว ทั้งนี้ จากที่หารือในเบื้องต้นกับธนาคารพาณิชย์ไทยนั้น มีบางรายที่สนใจและตั้งใจจะใช้เป็นช่องทางในการปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติม ขณะที่การเพิ่มธนาคารพาณิชย์จากต่างประเทศที่เคยมีประสบการณ์หรือทำธุรกิจนี้ในต่างประเทศ ให้เข้ามาขอใบอนุญาต (ไลเซนส์) จัดตั้งสถาบันการเงินในประเทศไทย เป็นเรื่องหนึ่งที่ระบุไว้ในแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นแผน 5 ปี คือ ตั้งแต่ปี 2552-2256 ซึ่งธนาคารต่างประเทศเหล่านั้นมีความเข้าใจอยู่แล้ว ดังนั้น ในช่วงนี้จึงเป็นหน้าที่ ธปท.ที่จะให้ความรู้กับธนาคารพาณิชย์ไทยให้แข่งขันได้ก่อน
ข่าว : ผู้จัดการ
“แบงก์ชาติ” ผลักดันไมโครไฟแนนซ์ ปล่อยกู้แก่รากหญ้าทดแทนการไปกู้นอกระบบ แจงดำเนินการเวิร์กชอปให้ความรู้แก่แบงก์พาณิชย์เพื่อจูงใจให้บริการนี้มากขึ้น นางสาวนวพร มหารักขกะ ผู้อำนวยการอาวุโส สายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการศึกษาการให้บริการทางการเงินแก่ประชาชนระดับรากหญ้า ซึ่งไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบธนาคารพาณิชย์ได้ (ไมโครไฟแนนซ์) โดยยอมรับว่า การให้ความช่วยเหลือในเรื่องดังกล่าว ถึงเป็นเรื่องใหม่ในการทำธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ไทย ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาสถาบันการเงินไทยไม่เคยทำมาก่อน และมองว่าเป็นธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง เพราะหลักการของการให้สินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ เป็นการให้สินเชื่อแก่คนที่ไม่เคยมีประวัติทางการเงินมาก่อน และไม่ต้องมีหลักทรัพย์มาค้ำประกัน เพื่อให้ระดับรากหญ้าเข้าถึงบริการทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ได้จริง อย่างไรก็ตาม ข้อดีของไมโครไฟแนนซ์ที่ ธปท.ต้องการผลักดันให้เกิดขึ้น เนื่องจากสินเชื่อเหล่านี้จะเข้ามาทดแทนเงินกู้นอกระบบ ซึ่งเป็นแหล่งเงินกู้ของผู้มีรายได้น้อยและไม่มีโอกาสกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ได้ เนื่องจากไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันในการกู้เงิน แต่การกู้นอกระบบจะถูกเอาเปรียบจากอัตราดอกเบี้ยที่แพงมาก ดังนั้น ในช่วงต่อไปนี้ ธปท.มีแผนจะจัดเป็นสัมมนาเวิร์กชอป หรือการออกไปให้ความรู้ให้กับธนาคารพาณิชย์ไทย ให้เข้าใจการดำเนินการธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในลักษณะไมโครไฟแนนซ์มากขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจให้เปิดใจยอมรับ และสร้างแรงจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์ในประเทศเข้ามาทำธุรกิจปล่อยสินเชื่อขนาดเล็กในลักษณะนี้มากขึ้น “ธปท.เข้าใจดีว่า หากธนาคารพาณิชย์จะทำธุรกิจอะไร จะต้องสามารถสร้างกำไรได้ และการปล่อยสินเชื่อลักษณะนี้มีความเสี่ยงสูงกว่าการปล่อยสินเชื่อในปัจจุบัน ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่เก็บจากลูกค้าอาจจะสูงกว่าการปล่อยกู้ในระบบปัจจุบัน แต่ถ้าเทียบกับดอกเบี้ยหนี้นอกระบบในขณะนี้จะต่ำกว่ามาก และที่สำคัญช่วยเพิ่มโอกาสการทำอาชีพให้กับคนระดับรากหญ้ามากขึ้น แต่การจะเชิญชวนให้ธนาคารพาณิชย์เข้ามาทำก็ต้องสร้างความเข้าใจว่า การทำธุรกิจลักษณะนี้มีโอกาสในการทำกำไรได้” น.ส.นวพร กล่าว ทั้งนี้ จากที่หารือในเบื้องต้นกับธนาคารพาณิชย์ไทยนั้น มีบางรายที่สนใจและตั้งใจจะใช้เป็นช่องทางในการปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติม ขณะที่การเพิ่มธนาคารพาณิชย์จากต่างประเทศที่เคยมีประสบการณ์หรือทำธุรกิจนี้ในต่างประเทศ ให้เข้ามาขอใบอนุญาต (ไลเซนส์) จัดตั้งสถาบันการเงินในประเทศไทย เป็นเรื่องหนึ่งที่ระบุไว้ในแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นแผน 5 ปี คือ ตั้งแต่ปี 2552-2256 ซึ่งธนาคารต่างประเทศเหล่านั้นมีความเข้าใจอยู่แล้ว ดังนั้น ในช่วงนี้จึงเป็นหน้าที่ ธปท.ที่จะให้ความรู้กับธนาคารพาณิชย์ไทยให้แข่งขันได้ก่อน
ข่าว : ผู้จัดการ