09 December, 2009
แผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินระยะที่ 2
ก.คลัง หนุนตั้งธนาคารคนจน แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ
แบงก์ชาติหอบแผนแม่บทการพัฒนาสถาบันการเงินของประเทศเข้าหารือกับ รมว.คลัง ประเด็นสำคัญของแผนคือ การตั้งสถาบันการเงินใหม่ในรูปแบบของธนาคารคนจน เพื่อช่วยเหลือประชาชนในระดับรากหญ้าให้เข้าถึงแหล่งเงินกู้
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เผยหลังหารือกับ นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าแบงก์ชาติ ว่า ตามแผนแม่บทดังกล่าว มีเป้าหมายชัดเจนที่ต้องการให้ประชาชนในระดับรากหญ้าเข้าถึงบริการทางการเงินมากขึ้น
ซึ่งจากการสำรวจพบว่า ปัจจุบันสัดส่วนประชาชนที่ต้องพึ่งพิงสินเชื่อนอกระบบสูงถึงร้อยละ 20 ของประชาชนโดยรวม และยังพบว่า 1 ใน 10 ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนใดๆ ได้เลย
โดยตามแผนได้วางแนวทางการดำเนินงานไว้ 2 แนวทาง คือ 1.อนุญาตให้สถาบันการเงินปัจจุบันทำธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ ภายใต้โครงสร้างของธนาคารเอง หรือ 2.ตั้ง บริษัทลูก แยกออกมาดำเนินการต่างหาก
แต่ทางแบงก์ชาติต้องการให้ตั้งสถาบันการเงินใหม่ เช่น ธนาคารคนจน สำหรับปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มรากหญ้าขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งกระทรวงการคลังก็พร้อมสนับสนุน โดยวางระยะเวลาการดำเนินการของแผนแม่บทฯ ไว้ต้นไตรมาส 4 ปีนี้
ขณะที่ นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการแบงก์ชาติ บอกว่า วัตถุประสงค์ที่ ธปท.มีแนวความคิดผลักดันเรื่องการทำธุรกรรมการเงินระดับฐานราก หรือ ไมโครไฟแนนซ์ เพื่อเป็นการเพิ่มเติมช่องว่างในการเข้าถึงสินเชื่อของกลุ่มรายย่อย ที่ผู้มีรายได้น้อยหรือระดับรากหญ้าในปัจจุบันไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบ สถาบันการเงินได้ โดยธุรกิจไมโครไฟแนนซ์นี้ต่างจากการทำธุรกิจ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) รวมทั้งต่างจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน แต่ไมโครไฟแนนซ์จะเน้นให้สินเชื่อรายย่อยที่มีรายได้น้อยห่างไกลความเจริญ และไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินได้ ซึ่งจะเป็นการลดการกู้เงินนอกระบบที่คิดดอกเบี้ยแพง
โดยรูปแบบไมโครไฟแนนซ์ที่ ธปท.สนับสนุนให้เกิดขึ้น จะมีลักษณะการให้บริการทางการเงินแก่ประชาชนรายเล็กๆ ที่มีลักษณะเล็กกว่าสินเชื่อบุคคล สินเชื่ออุปโภคบริโภค และเล็กกว่าเอสเอ็มอี เช่น ผู้มีรายได้น้อย แม่ค้า พ่อค้า เจ้าของร้านตัดผม ร้านเสริมสวยที่มีลูกจ้างน้อยราย ซึ่งปัจจุบันถูกธนาคารพาณิชย์มองข้าม เพราะเป็นกลุ่มลูกค้าขนาดเล็ก และมีต้นทุนทางการเงินสูง ทำให้คนกลุ่มนี้ต้องหันไปพึ่งพิงเงินกู้นอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง
การให้บริการในกลุ่มนี้จะมีลักษณะคล้ายกับสินเชื่อผู้ค้าแผงลอยที่ธนาคารออมสินเคยทำ แต่ไม่เหมือนกลุ่มสหกรณ์ หรือ สัจจะออมทรัพย์ รูปแบบอาจจะแตกต่างกันไป คือ ปล่อยกู้วงเงินไม่มาก คิดดอกเบี้ยในอัตราที่พอจ่ายไหว แต่น้อยกว่าเงินกู้นอกระบบ ซึ่งขณะนี้ ธปท.กำลังศึกษาการกำหนดดอกเบี้ยที่เหมาะสม
ขณะที่รอบบัญชีการจ่ายคืนหนี้ไม่ยึดตามเดือนเหมือนปกติ อาจจะให้จ่ายรายสัปดาห์ ราย 15 วัน หรือราย 3 เดือน 6 เดือน ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตชาวบ้าน และตรงกับความต้องการ
ผลสำรวจของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ ระบุชัดว่า กลุ่มเกษตรกรมีหนี้สินถึง 95% มีหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 114,477 บาท เพิ่มขึ้นจากการผลสำรวจเดือนธันวาคม 2551 ที่มีหนี้สินเฉลี่ยครัวเรือน 88,059 บาท โดยเป็นหนี้ในระบบ 65% ลดลงจากธันวาคม 2551 ที่มีสัดส่วน 77.8% ขณะที่หนี้นอกระบบเพิ่มขึ้นเป็น 35% จากเดือนธันวาคม 2551 ที่มีสัดส่วน 22.2% สะท้อนให้เห็นว่าปัจจุบันเกษตรกรมีหนี้นอกระบบเพิ่มสูงขึ้น และในอีก 1 ปีข้างหน้า หนี้นอกระบบจะยังคงเพิ่มสูงมากกว่าหนี้ในระบบเช่นกัน จากปัญหาดังกล่าวส่งผลให้ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา มีการผิดนัดชำระถึง 27% โดยหนี้สินส่วนใหญ่ 29% นำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ลงทุน 27% ซื้อยานพาหนะ 13% ค่ารักษาพยาบาล 12%
ที่มา ข่าวช่อง 3
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เผยหลังหารือกับ นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าแบงก์ชาติ ว่า ตามแผนแม่บทดังกล่าว มีเป้าหมายชัดเจนที่ต้องการให้ประชาชนในระดับรากหญ้าเข้าถึงบริการทางการเงินมากขึ้น
ซึ่งจากการสำรวจพบว่า ปัจจุบันสัดส่วนประชาชนที่ต้องพึ่งพิงสินเชื่อนอกระบบสูงถึงร้อยละ 20 ของประชาชนโดยรวม และยังพบว่า 1 ใน 10 ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนใดๆ ได้เลย
โดยตามแผนได้วางแนวทางการดำเนินงานไว้ 2 แนวทาง คือ 1.อนุญาตให้สถาบันการเงินปัจจุบันทำธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ ภายใต้โครงสร้างของธนาคารเอง หรือ 2.ตั้ง บริษัทลูก แยกออกมาดำเนินการต่างหาก
แต่ทางแบงก์ชาติต้องการให้ตั้งสถาบันการเงินใหม่ เช่น ธนาคารคนจน สำหรับปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มรากหญ้าขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งกระทรวงการคลังก็พร้อมสนับสนุน โดยวางระยะเวลาการดำเนินการของแผนแม่บทฯ ไว้ต้นไตรมาส 4 ปีนี้
ขณะที่ นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการแบงก์ชาติ บอกว่า วัตถุประสงค์ที่ ธปท.มีแนวความคิดผลักดันเรื่องการทำธุรกรรมการเงินระดับฐานราก หรือ ไมโครไฟแนนซ์ เพื่อเป็นการเพิ่มเติมช่องว่างในการเข้าถึงสินเชื่อของกลุ่มรายย่อย ที่ผู้มีรายได้น้อยหรือระดับรากหญ้าในปัจจุบันไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบ สถาบันการเงินได้ โดยธุรกิจไมโครไฟแนนซ์นี้ต่างจากการทำธุรกิจ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) รวมทั้งต่างจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน แต่ไมโครไฟแนนซ์จะเน้นให้สินเชื่อรายย่อยที่มีรายได้น้อยห่างไกลความเจริญ และไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินได้ ซึ่งจะเป็นการลดการกู้เงินนอกระบบที่คิดดอกเบี้ยแพง
โดยรูปแบบไมโครไฟแนนซ์ที่ ธปท.สนับสนุนให้เกิดขึ้น จะมีลักษณะการให้บริการทางการเงินแก่ประชาชนรายเล็กๆ ที่มีลักษณะเล็กกว่าสินเชื่อบุคคล สินเชื่ออุปโภคบริโภค และเล็กกว่าเอสเอ็มอี เช่น ผู้มีรายได้น้อย แม่ค้า พ่อค้า เจ้าของร้านตัดผม ร้านเสริมสวยที่มีลูกจ้างน้อยราย ซึ่งปัจจุบันถูกธนาคารพาณิชย์มองข้าม เพราะเป็นกลุ่มลูกค้าขนาดเล็ก และมีต้นทุนทางการเงินสูง ทำให้คนกลุ่มนี้ต้องหันไปพึ่งพิงเงินกู้นอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง
การให้บริการในกลุ่มนี้จะมีลักษณะคล้ายกับสินเชื่อผู้ค้าแผงลอยที่ธนาคารออมสินเคยทำ แต่ไม่เหมือนกลุ่มสหกรณ์ หรือ สัจจะออมทรัพย์ รูปแบบอาจจะแตกต่างกันไป คือ ปล่อยกู้วงเงินไม่มาก คิดดอกเบี้ยในอัตราที่พอจ่ายไหว แต่น้อยกว่าเงินกู้นอกระบบ ซึ่งขณะนี้ ธปท.กำลังศึกษาการกำหนดดอกเบี้ยที่เหมาะสม
ขณะที่รอบบัญชีการจ่ายคืนหนี้ไม่ยึดตามเดือนเหมือนปกติ อาจจะให้จ่ายรายสัปดาห์ ราย 15 วัน หรือราย 3 เดือน 6 เดือน ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตชาวบ้าน และตรงกับความต้องการ
ผลสำรวจของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ ระบุชัดว่า กลุ่มเกษตรกรมีหนี้สินถึง 95% มีหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 114,477 บาท เพิ่มขึ้นจากการผลสำรวจเดือนธันวาคม 2551 ที่มีหนี้สินเฉลี่ยครัวเรือน 88,059 บาท โดยเป็นหนี้ในระบบ 65% ลดลงจากธันวาคม 2551 ที่มีสัดส่วน 77.8% ขณะที่หนี้นอกระบบเพิ่มขึ้นเป็น 35% จากเดือนธันวาคม 2551 ที่มีสัดส่วน 22.2% สะท้อนให้เห็นว่าปัจจุบันเกษตรกรมีหนี้นอกระบบเพิ่มสูงขึ้น และในอีก 1 ปีข้างหน้า หนี้นอกระบบจะยังคงเพิ่มสูงมากกว่าหนี้ในระบบเช่นกัน จากปัญหาดังกล่าวส่งผลให้ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา มีการผิดนัดชำระถึง 27% โดยหนี้สินส่วนใหญ่ 29% นำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ลงทุน 27% ซื้อยานพาหนะ 13% ค่ารักษาพยาบาล 12%
ที่มา ข่าวช่อง 3