English   |   ไทย
  • หน้าแรก
  • เกี่ยวกับเรา
  • หน่วยงาน
  • แหล่งข้อมูล
  • คำถามที่ถามบ่อย ๆ
  • ติดต่อเรา

หน้าแรก Archives
  • » June 2008
  • » July 2008
  • » August 2008
  • » September 2008
  • » October 2008
  • » December 2008
  • » January 2009
  • » March 2009
  • » April 2009
  • » May 2009
  • » June 2009
  • » July 2009
  • » August 2009
  • » September 2009
คำถามที่ถามบ่อย ๆ

1. ไมโครเครดิต คือ อะไร


2. สถาบันไมโครไฟแนนซ์ (MFI) คือ อะไร


3. ลูกค้าไมโครไฟแนนซ์ คือ ใคร


4. ไมโครเครดิตช่วยคนจนได้อย่างไร


5. คนจน จนเกินไปที่จะออมเงินหรือเปล่า


6. ทำไมสถาบันการเงินถึงคิดดอกเบี้ยเงินกู้สูงให้กับคนจน


more คำถามที่ถามบ่อย ๆ...

ข่าวสาร

กรกฎาคม – ตุลาคม 2009 - หลักสูตรการอบรมไมโครไฟแนนซ์สำหรับผู้ฝึกหัด
»กรกฎาคม – ตุลาคม 2009 โครงการฝึกอบรมออนไลน์สำหรับผู้ที่สนใจในด้านมโครไฟแนนซ์ โดยจะมีหลักสูตรทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย


21-25 กันยายน - Second ECHO Agricultural Conference (Chiang Mai)


หน้าแรก


24 September, 2009

 

ธปท.เข็นสินเชื่อ "ไมโครไฟแนนซ์" สู้เงินกู้นอกระบบ ช่วยเหลือประชาชนในระดับ "รากหญ้า" เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบธนาคารพาณิชย์


ธปท.เข็นสินเชื่อ "ไมโครไฟแนนซ์" สู้เงินกู้นอกระบบ ช่วยเหลือประชาชนในระดับ "รากหญ้า" เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบธนาคารพาณิชย์
รายละเอียดเพิ่มเติม bangkokbiznew.com

23 September, 2009

 
PRESS RELEASE
( 23 กันยายน 2552 )
มูลนิธิแรกที่เริ่มทดลองกฏหมายการดำเนินงานธุรกิจไมโครไฟแนนซ์

ประกาศจากธนาคารแห่งประเทศไทยว่ากฏหมายใหม่จะมีการสนับสนุนในอตุสาหกรรมไมโครโครไฟแนนซ์ในประเทศ ซึ่งจะมีการทดลองใช้กฏหมายนี้โดยมูลนิธิกองทุนสร้างสรรค์ชีวิต ที่พยายามจะเปลี่ยนโครงการไมโครไฟแนนซ์ของมูลนิธิมาดำเนินงานในรูปแบบบริษัทให้สินเชื่อขนาดเล็ก
ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านของไทย เช่น กัมพูชา ที่ผ่านมาอุตสากรรมไมโครไฟแนนซ์ได้มีการดำเนินงานไปก้าวไกลแล้ว แต่ในขณะที่ประเทศไทยมีกิจกรรมเหล่านี้น้อยอยู่ กฏหมายไทยปัจจุบันเข้มงวดและท้าทายต่อการดำเนินการธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ ปัจจุบันมีโครงการไมโครไฟแนนซ์ที่ดำเนินการโดยองค์กรการกุศลไม่กี่แห่ง นอกเหนือจากนั้นก็มีโครงการไมโครไฟแนนซ์ของรัฐบาล เช่น ธกส และธนาคารออมสิน ไม่ใช่เฉพาะกฏหมายเท่านั้นที่เป็นข้อจำกัดต่ออุตสากรรมไมโครไฟแนนซ์ แต่หมู่บ้านในชุมชนชนบทหลายพื้นที่ที่ใช้บริการเงินกู้นอกระบบที่มักจะถูกเรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก ถึงร้อยละ 20 ต่อวันก็ได้รับผลกระทบนี้เช่นกัน
เพื่อเป็นการช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด ธปท ได้ปรับปรุงกฏหมายเพื่อสนับสนุนธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นที่สนใจมากขึ้นในหมู่นักธุรกิจ มูลนิธิกองทุนสร้างสรรค์ชีวิตกำลังพยายามที่จะเป็นองค์กรแรกในการตอบสนองการสนับสนุนกฏหมายดังกล่าวและกำลังดำเนินการขอจดทะเบียนเพื่อดำเนินธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฏหมาย
ปัจจุบันมูลนิธิกองทุนสร้างสรรค์ชิวิตดำเนินโครงการไมโครไฟแนนซ์ ที่ช่วยเหลือหมู่บ้านในชุมชนชนบท โดยการจัดตั้ง ธนาคารหมู่บ้านโดยที่ชาวบ้านเป็นเจ้าของธนาคารเอง “ธนาคารหมู่บ้าน” เป็นคำที่อธิบายถึงกลุ่มออมเงินที่มาจากหมู่บ้านเดียวกัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิง ที่มีการออมเงินรวมกันในแต่ละเดือน และนำเงินออมที่เก็บรวบรวมได้มาปล่อยกู้คืนให้กับสมาชิกภายในกลุ่มกันเอง เงินกู้ตัวนี้จะเรียกว่า “ เงินกู้ภายใน” แต่เงินภายในนั้นมักจะไม่เพียงพอต่อความต้องการของสมาชิก กลุ่มธนาคารหมู่บ้านสามารถยื่นขอเงินทุนกู้ยืมเพิ่มเติมได้จากมูลนิธิกองทุนสร้างสรรค์ชีวิต เรียกเงินกู้ตัวนี้ว่า “เงินกู้ภายนอก”
เพื่อเป็นวิธีที่ดึงดูดความสนใจในการเพิ่มเงินทุนในโครงการ มูลนิธิกองทุนสร้างสรรค์ชีวิตตั้งใจที่จะเปลี่ยนโครงสร้างการดำเนินงานไมโครไฟแนนซ์ของมูลนิธิกองทุนสร้างสรรค์ชีวิตมาดำเนินงานในโครงสร้างของบริษัทให้สินเชื่อ Non-Bank Financial Institution บริษัทใหม่นี้จะดำเนินการเพื่อทำกำไร แต่จะยังคงวัตถุประสงค์และวิสัยทัศน์เพื่อสังคม กำไรที่ได้จากการดำเนินงานของบริษัท จะนำไปบริจาคคืนให้กับมูลนิธิ เพื่อให้มูลนิธิมีเงินทุนในการดำเนินการกุศลโครงการอื่น ๆ ต่อไป
จากกฏหมายปัจจุบัน ถ้าจะมีการเปิดบริษัทสินเชื่อใหม่ จะต้องมีเงินทุนในการขอจดทะเบียน 50 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินมากเกินกว่าเงินทุนที่มูลนิธิกองทุนสร้างสรรค์ชีวิตมีในปัจุบัน มูลนิธิกองทุนสร้างสรรค์ชีวิตจึงได้ส่งเรื่องให้ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อขอข้อยกเว้นในการจดทะเบียนโดยไม่ต้องใช้ทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท เพราะบริษัทนี้เป็นบริษัทที่ดำเนินการเพื่อสังคม องค์กรและนักลงทุนเพื่อสังคมต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังรอดูกระบวนการการทำงานของประเทศไทยว่าจะเปิดกว้างในเรื่องไมโครไฟแนนซ์นี้หรือไม่

ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ
นิตยา เด่นอักษรกุล เจ้าหน้าที่โครงการ
มูลนิธิกองทุนสร้างสรรค์ชีวิต โทร.089 5558664 หรือ 053 855000

18 September, 2009

 

ธปท.ผ่อนกฎเหล็กคุมแบงก์ เปิดทางแข่ง"ไมโครไฟแนนซ์"


แบงก์ชาติผ่อนกฎเหล็ก เปิดทางธนาคารพาณิชย์ลงสนามแข่ง "ไมโครไฟแนนซ์" หวังให้ประชาชนอีก 10% เข้าถึงระบบการเงินอย่างทั่วถึง เผยมาสเตอร์แพลน 2 หนุนสุดตัว ทั้งการตั้งบริษัทลูก การร่วมมือกับบุคคลที่ 3 และไม่กำหนดเพดานดอกเบี้ย แต่หากทำในแบงก์ต้องแยกบัญชี พร้อมเปิดโอกาสนอน-แบงก์ทำธุรกรรม ย้ำครึ่งปีหลังยอดสินเชื่อจะกระเตื้อง หลังประเมินไตรมาส 3 ถึงจุดต่ำสุด
นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาพรวมของธนาคารพาณิชย์ในครึ่งปีหลังมีทิศทางที่ดีขึ้น โดย ธปท.จะให้น้ำหนักกับแผนแม่บทการเงินฉบับที่ 2 (มาสเตอร์แพลน) มากที่สุด ซึ่งจะเน้นในเรื่องการให้ธนาคารขนาดเล็กมีการควบรวมกิจการเข้าด้วยกัน เพื่อให้มีความแข็งแกร่งมากกว่าเดิม เพราะอนาคตในอีก 4-5 ปีข้างหน้า การแข่งขันสูงมาก ระบบการเงินของไทยควรที่จะพร้อมรองรับกับการเปลี่ยนแปลง และสามารถบริหารการเงินรองรับกับระบบการเงินโลกได้ สามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้

ดังนั้น ต้องเพิ่มประสิทธิภาพการเงิน ต้องทำระบบการเงินให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น ต้องมีประสิทธิภาพ และมีความทันสมัย มีความหลากหลาย ให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ในเรื่องความโปร่งใสก็เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ จากนี้ไปผู้บริโภคจะมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะคนไทยจะหันมาใช้บริการธนาคารพาณิชย์ไทยมากขึ้น ในขณะที่ผู้ควบคุมกฎเกณฑ์ก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปต้องทำหน้าที่สนับสนุนเศรษฐกิจโดยให้ประชาชนได้ประโยชน์จากการเงินมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ คือ ความท้าทายของระบบการเงินไทยในยุคใหม่

นายบัณฑิต กล่าวว่า มาสเตอร์แพลนจะเริ่มใช้ได้จริงๆ ตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปีนี้เป็นต้นไป เพราะได้มีการเตรียมการมาตั้งแต่ปี 2550 มีการพูดคุย หารือ ร่วมกับธนาคารไทยและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ ธปท.ต้องการเห็นมากที่สุดในมาสเตอร์แพลน 2 คือ 1.ลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ โดยต้องสามารถแข่งขันได้ 2.เพิ่มการแข่งขันเพื่อนำมาสู่การตั้งราคา และค่าธรรมเนียม ที่เป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเพิ่มผู้เล่นรายใหม่ เปิดเสรี ด้วยการขยายขอบเขตด้วยตัวเองเพิ่มขึ้น อาทิเช่น ขยายสาขา ลดบทบาทภาครัฐไปสู่ระบบธนาคารพาณิชย์เอกชน เพื่อให้สะท้อนถึงเอกชนที่แท้จริงมากยิ่งขึ้น และ 3.พัฒนาปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นพวกสาธารณูปโภค เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจมีต้นทุนที่ต่ำ แข่งขันได้ อาทิเช่น ธนาคารพาณิชย์ต้องมีฐานข้อมูลเครดิต โดยซื้อได้ตามแหล่งต่างๆ ไม่ต้องไปทำเอง เรื่องนี้จะช่วยให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อได้เพิ่ม ในขณะที่ภาคการรีไฟแนนซ์จะเปิดโอกาสให้ทำได้ง่ายขึ้นโดยจะลดข้อจำกัดบางอย่างลง

เพิ่มผู้เล่นรายใหม่

นายบัณฑิต กล่าวว่า มาสเตอร์แพลน 2 นั้น ส่วนหนึ่งก็เป็นการเพิ่มผู้เล่นรายใหม่ โดยมีทั้งต่างประเทศและในประเทศ หลักการ คือ ต้องเป็นผู้เล่นรายใหม่ที่เข้ามาสร้างประโยชน์ ในพื้นที่ที่ไทยไม่เคยมีมาก่อน โดยเฉพาะไมโครไฟแนนซ์ ประเภทอิสลามแบงก์ คัสโตเดียนแบงกิ้ง หากได้ผู้ที่มีความชำนาญ จะทำให้ได้รับต้นทุนที่ต่ำ เนื่องจากเอาระบบเข้ามา ประชาชนก็จะได้รับประโยชน์จากผู้เล่นรายใหม่

ผู้เล่นรายใหม่ ธปท.ไม่ได้มองแค่ต่างประเทศเพียงอย่างเดียว แต่มองถึงคนไทยด้วย โดยเฉพาะคนไทยรุ่นใหม่ ไม่จำเป็นต้องเป็นธนาคาร เป็นบริษัททั่วไปก็ได้เพื่อให้มีความหลากหลาย ประชาชนได้ประโยชน์ เพราะเป้าหมายหลักของ ธปท.ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบการเงิน มีการแข่งขันเพิ่ม ลดบทบาทธนาคารพาณิชย์ของรัฐ เพิ่มโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงิน

สำหรับการควบรวมนั้นน่าจะเกิดขึ้นได้เพื่อให้มีขนาดใหญ่ขึ้น แต่ความเป็นธนาคารขนาดเล็ก ก็ถือเป็นเอกลักษณ์ที่ดีประเภทบูติคแบงก์ แต่หากมองดูระบบเศรษฐกิจต้องดูรายได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่าจะเติบโตได้ด้วยตัวเอง หรือต้องควบรวม ซึ่งกลไกราคาจะเป็นตัวผลักดันในเรื่องการแข่งขัน รวมถึงการให้บริการทางการเงินที่จะเข้าถึงประชาชนได้ เพราะระบบการเงินไทยมี 3 ประเภทด้วยกัน คือ ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารรายย่อย และธนาคารรัฐ

สิ่งที่ ธปท.ต้องการ คือ ให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อให้กับทุกกลุ่มประเภท ปัจจุบันลูกค้ารายได้ปานกลางถึงสูง เป็นพื้นที่ของสินเชื่อปกติ ซึ่งมีความเพียงพอ ส่วนที่ไม่พอ คือ กลุ่มที่มีรายได้ต่ำถึงต่ำมาก กลุ่มนี้ระบบการเงินไม่สามารถเข้าถึงได้สมบูรณ์ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 10% ของครัวเรือนที่ยังไม่ได้ประโยชน์จากระบบการเงินรวม กลุ่มนี้พึ่งพาเงินนอกระบบ พึ่งพาสหกรณ์ เพราะธนาคารพาณิชย์ทั่วไปไม่ปล่อยสินเชื่อกลุ่มนี้ เพราะไม่มีฐานข้อมูลลูกค้า และมักจะคิดว่าเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง

ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นที่มาของมาสเตอร์แพลน 2 ที่ต้องการเชื่อมต่อระบบการเงินกับความต้องการใช้เงินของผู้มีรายได้น้อยเข้าด้วยกัน รูปแบบ คือ ให้ธนาคารข้าไปถึงประชาชนมากขึ้น โดยลดข้อจำกัดบางอย่างลง เพื่อทำการเชื่อมต่อระหว่างตัวแทนกับบุคคลที่ 3 เข้าด้วยกัน คือ 1. ให้ธนาคารพาณิชย์ทำเอง โดยแยกบัญชีลูกค้าออกมา 2. ธนาคารร่วมกับบุคคลที่ 3 เช่นสหกรณ์เป็นต้น 3. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหม่ และ 4. ธปท.ผ่อนกฎเกณฑ์บางอย่าง

รูปแบบไมโครไฟแนนซ์

นายบัณฑิต กล่าวว่า รูปแบบไมโครไฟแนนซ์ในต่างประเทศ คือ การเข้าถึงสินเชื่อ ผลที่ออกมาคือ win win ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่ายระหว่างประชาชนกับผู้ให้บริการ โดยมีกลไกตลาดเป็นตัวกำหนดดอกเบี้ย การลดต้นทุนมาจากการทำโครงสร้างพื้นฐาน มีข้อมูลเพียงพอ เพื่อให้ไมโครไฟแนนซ์เกิดขึ้นจริง ธปท.จำเป็นต้องผ่อนกฎเกณฑ์ เพื่อให้เอื้อต่อการทำไมโครไฟแนนซ์ ที่สำคัญ หากไม่มีการทำอะไรเลย กลุ่มที่ยังไม่เข้าถึงระบบการเงินนี้ก็จะไม่ได้รับประโยชน์และไม่ได้รับการดูแล หากมีการเชื่อมท่อใหญ่ให้เข้าไปได้ในการทำรูปแบบต่างๆ หากเป็นธนาคารพาณิชย์ก็ต้องอยู่ในบริบท

ขณะนี้ ธปท.พร้อมดูกฎเกณฑ์ไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ ธปท.ต้องการ 14-15 ธนาคารมาทำไมโครไฟแนนซ์ จึงได้พยายามเชื่อมสภาพคล่อง สร้างปัจจัยพื้นฐาน (ข้อมูลเครดิต) ลดต้นทุนให้กับธนาคารพาณิชย์ หรือให้ธนาคารพาณิชย์ลงไปทำร่วมกับบุคคลที่ 3 ที่ทำอยู่แล้ว

"หัวใจของไมโครไฟแนนซ์ คือ การเปิดโอกาสให้คนเข้าถึงบริการทางการเงิน ลดต้นทุน เพิ่มความเป็นอยู่ให้กับประชาชนมีวิถีชีวิตที่ดีขึ้น หากทุกอย่างลงตัว แผนอนุมัติผ่านก็จะจัดสัมมนาให้กับประชาชนเข้าใจ"

เกณฑ์กำกับดูแลไมโครไฟแนนซ์

สำหรับเกณฑ์กำกับดูแลไมโครไฟแนนซ์ จะไม่เหมือนกับการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ เพราะฉะนั้นต้องมีการผ่อนคลาย อยู่บนบริบทพื้นฐานที่ดี เมื่อเทียบกับเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อทั่วไปแล้วไมโครไฟแนนซ์จะมีความคล่องตัวกว่า เพราะส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อขนาดเล็ก แนวทางอีกแนวทางหนึ่ง อาจให้ธนาคารพาณิชย์ มีการตั้งบริษัทลูกขึ้นมา โดยทำธุรกิจไมโครไฟแนนซ์โดยเฉพาะ แต่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. บุคคลที่ 3 อาจมีหน้าที่ในการเก็บหนี้ และติดตามหนี้

ขณะนี้ มีทั้งธนาคารพาณิชย์ไทย และธนาคารต่างประเทศ ให้ความสนใจจำนวนมาก ธปท.ต้องการเห็นความสำเร็จในตลาดเกิดขึ้น เพราะระบบการเงินในปัจจุบันมีสภาพคล่องแต่ไม่มีข้อมูล ธปท.ต้องการให้ไมโครไฟแนนซ์ได้ประโยชน์จากสภาพคล่อง ซึ่งไมโครไฟแนนซ์ สามารถทำกำไรได้สูง หากธุรกิจสำเร็จ ผลตอบแทนก็จะตามมา ธปท.ต้องการให้เกิดความมั่นใจว่าเกิดการเชื่อมต่อได้จากการปลดล็อก

สำหรับแนวทางกำลังดูอยู่ ตอนนี้มีแนวคิดอยู่พอสมควรแล้ว หากได้ทุกอย่างแล้ว หรือทุกอย่างลงตัวก็ไม่ได้ทำให้การกำกับดูแลของ ธปท.อ่อนลง หรือเปลี่ยนแปลงไป ซึ่ง ธปท.ต้องการให้เกิดเร็วที่สุด ปัจจุบันไมโครไฟแนนซ์มีอยู่แล้ว ในรูปของสหกรณ์ กองทุนต่างๆ ซึ่งรูปแบบมีข้อจำกัดมาก ไม่มีการโอนเงิน ขนาดของธุรกิจก็ไม่ใหญ่มากนัก แต่ไมโครไฟแนนซ์จะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงการเงิน ทำให้วิถีชีวิตมีการเปลี่ยนแปลง ทำมาหากินได้คล่องตัวขึ้น

ภาพรวมแบงก์6เดือนหลัง

นายบัณฑิต กล่าวว่า เท่าที่ดู 6 เดือนหลังปัจจัยบวกของระบบแบงก์ดีขึ้นกว่า 6 เดือนแรก เนื่องจากเศรษฐกิจเริ่มเข้าจุดมีเสถียรภาพมากขึ้น ส่งออกเริ่มดี อิเล็กทรอนิกส์เริ่มมีคำสั่งซื้อเข้ามา เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจน่าเป็นปัจจัยบวก

ขณะที่การใช้จ่ายของรัฐบาลเริ่มเห็นตัวเลขการลงทุน เป็นบวก มีเม็ดเงินเข้าระบบมากขึ้น สภาพคล่องในระบบหนุนการฟื้นตัวการใช้จ่ายในประเทศ จะเห็นได้จากธนาคารพาณิชย์มีการแข่งขันเรื่องดอกเบี้ย มีการระดมเงินฝาก สนับสนุนการปล่อยสินเชื่อ เพราะฉะนั้น 6 เดือนหลังสินเชื่อน่าจะดีกว่าครึ่งปีแรก และสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) แม้ว่ายังมีแรงกดดัน แต่ไม่ได้เป็นตัวเร่งให้เอ็นพีแอลเพิ่มมากนัก

อย่างไรก็ตาม หากดูตัวเลขในขณะนี้เทียบกับครึ่งปีแรกของปีที่ผ่านมา ยอมรับว่ายอดสินเชื่อยังติดลบอยู่ ในมุมมองของ ธปท.มองว่าในไตรมาส 3 น่าจะถึงจุดต่ำสุดของสินเชื่อแล้ว หลังจากนั้น ก็จะขยับขึ้นมาได้ เพราะความต้องการสินเชื่อยังมีอยู่ อาจจะชะลอลงบ้างเท่านั้น

"กฎของแบงก์ชาติไม่ได้เป็นอุปสรรคในการปล่อยสินเชื่อ แต่ขึ้นอยู่กับกฎของธนาคารพาณิชย์ในการพิจารณาลูกค้ามากกว่า โดยภาพรวมยังเชื่อว่าในปีนี้ยอดสินเชื่อจะเติบโตได้ 2.7% หากเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น ก็จะทำให้สินเชื่อขยับตัวตามไปด้วย


ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com
วันที่ 15 กันยายน 2552

This page is powered by Blogger. Isn't yours?


หน้าแรก   |   เกี่ยวกับเรา   |   หน่วยงาน   |   แหล่งข้อมูล   |   คำถามที่ถามบ่อย ๆ   |   ติดต่อเรา

Copyright © 2009 ไมโครไฟแนนซ์ในประเทศไทย. All Rights Reserved.