English   |   ไทย
  • หน้าแรก
  • เกี่ยวกับเรา
  • หน่วยงาน
  • แหล่งข้อมูล
  • คำถามที่ถามบ่อย ๆ
  • ติดต่อเรา

หน้าแรก Archives
  • » June 2008
  • » July 2008
  • » August 2008
  • » September 2008
  • » October 2008
  • » December 2008
  • » January 2009
  • » March 2009
  • » April 2009
  • » May 2009
คำถามที่ถามบ่อย ๆ

1. ไมโครเครดิต คือ อะไร


2. สถาบันไมโครไฟแนนซ์ (MFI) คือ อะไร


3. ลูกค้าไมโครไฟแนนซ์ คือ ใคร


4. ไมโครเครดิตช่วยคนจนได้อย่างไร


5. คนจน จนเกินไปที่จะออมเงินหรือเปล่า


6. ทำไมสถาบันการเงินถึงคิดดอกเบี้ยเงินกู้สูงให้กับคนจน


more คำถามที่ถามบ่อย ๆ...

ข่าวสาร

กรกฎาคม – ตุลาคม 2009 - หลักสูตรการอบรมไมโครไฟแนนซ์สำหรับผู้ฝึกหัด
»กรกฎาคม – ตุลาคม 2009 โครงการฝึกอบรมออนไลน์สำหรับผู้ที่สนใจในด้านมโครไฟแนนซ์ โดยจะมีหลักสูตรทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย


21-25 กันยายน - Second ECHO Agricultural Conference (Chiang Mai)


หน้าแรก


25 December, 2008

 

ผู้ประกอบการสังคม : พลังความคิดใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงโลก (How to Change the World)


ฉบับภาษาไทย สามารถสั่งซื้อได้ที่
www.suan-spirit.com/home_products.asp
เดวิด บอร์นสตีน เขียน / เจริญเกียรติ ธนสุขถาวร และวิไล ตระกูลสิน แปล



หนังสือเรื่องนี้มองผู้ประกอบการสังคมในด้านที่เป็น พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง เป็นบุคคลที่มีความคิดใหม่ในการจัดการกับปัญหาสังคมที่สำคัญ ผู้ไม่ยอมนิ่งเฉยในการดำเนินงานตามวิสัยทัศน์ของตน บุคคลที่ไม่ยอมรับคำว่า “ไม่” เป็นคำตอบ ผู้ที่ไม่ยอมล้มเลิกจนกว่าจะได้เผยแพร่ความคิดของตนให้กว้างขวางที่สุดเท่าที่จะทำได้
หนังสือเรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลผู้แก้ไขปัญหาสังคมในขอบเขตอันกว้างขวาง บุคคลส่วนใหญ่ในหนังสือนี้เป็นผู้ไม่มีชื่อเสียง ไม่ใช่นักการเมืองหรือนักอุตสาหกรรม บ้างก็เป็นแพทย์ นักกฎหมาย และวิศวกร นอกจากนี้ก็เป็นที่ปรึกษาด้านการจัดการ ผู้ปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ ครู และนักหนังสือพิมพ์ บางคนเริ่มต้นในฐานะพ่อแม่ พวกเขาอยู่ห่างไกลจากกันในที่ต่างๆ ทั้งในบังคลาเทศ บราซิล ฮังการี อินเดีย โปแลนด์ แอฟริกาใต้ และสหรัฐฯ สิ่งที่รวมพวกเขาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันก็คือบทบาทในการเป็นผู้ริเริ่มนวัตกรรมสังคม (Social Innovator) หรือ ผู้ประกอบการสังคม (Social Entrepreneur) พวกเขามีแนวความคิดอันทรงพลังในการปรับปรุงชีวิตของประชาชน และได้นำแนวความคิดเหล่านั้นไปใช้ในเมืองต่างๆ ประเทศต่างๆ และในบางกรณี ทั่วทั้งโลก
จุดมุ่งหมายของหนังสือนี้ มิใช่เพื่อสรรเสริญชายหรือหญิงจำนวนไม่กี่คน แต่เพื่อชี้ให้เห็นบทบาทของผู้ปฏิบัติงานประเภทหนึ่งซึ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ผู้ประกอบการสังคมก่อผลสะเทือนต่อสังคมอย่างล้ำลึก แต่กระนั้นหน้าที่ในการแก้ไขสิ่งผิดของพวกเขายังไม่เป็นที่เข้าใจเพียงพอและได้รับความชื่นชมน้อยกว่าที่ควร ถึงแม้ว่ามีบุคคลประเภทนี้ดำรงอยู่มาโดยตลอด แต่ทุกวันนี้พวกเขาปรากฏตัวเพิ่มมากขึ้นด้วยสาเหตุอันหลากหลาย
ชื่อที่ใช้เรียก “ผู้ประกอบการสังคม” เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้ มหาวิทยาลัยชั้นนำในอเมริกาหลายแห่งมีหลักสูตรการประกอบการสังคม นักหนังสือพิมพ์ ผู้บริจาคเงินช่วยเหลือสังคม และนักพัฒนา เอ่ยอ้างถึงชื่อนี้บ่อยๆ อย่างไรก็ตาม ความสนใจส่วนใหญ่มุ่งเน้นเกี่ยวกับวิธีปรับใช้ทักษะด้านธุรกิจและการจัดการเพื่อบรรลุเป้าหมายทางสังคม ตัวอย่างเช่น ทำอย่างไรองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรจึงจะสามารถดำเนินกิจการที่แสวงหากำไรเพื่อสร้างรายได้ ในขณะที่ประเด็นนี้เป็นแนวโน้มสำคัญ แต่หนังสือเรื่องนี้มองผู้ประกอบการสังคมในด้านที่แตกต่างออกไป กล่าวคือในด้านที่เป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง เป็นบุคคลที่มีแนวความคิดใหม่ในจัดการกับปัญหาสังคมที่สำคัญ ผู้ไม่ยอมนิ่งเฉยในการดำเนินงานตามวิสัยทัศน์ของตน บุคคลที่ไม่ยอมรับคำว่า “ไม่” เป็นคำตอบ ผู้ที่ไม่ยอมล้มเลิกจนกว่าจะได้เผยแพร่แนวความคิดของตนให้กว้างขวางที่สุดเท่าที่จะทำได้

07 December, 2008

 

การเปรียบเทียบการดำเนินงานแบบธนาคารหมู่บ้านและการให้เงินกู้ยืมเป็นกลุ่ม


2 วิธิที่โครงการไมโครไฟแนนซ์ทั่วโลกนิยมใช้กัน คือ ระบบการให้กู้ยืมเป็นกลุ่ม และ แบบธนาคารหมู่บ้าน การให้กู้ยืมเป็นกลุ่ม นั้นบางครั้งมีการอ้างถึงวิธีการของ กรามีน หลังจากที่ Grameen Bank ผู้บุกเบิกวิธีการนี้ในปี 1970 การแลกเปลี่ยนข้อมูลไมโครไฟแนนซ์ จากการ surveyed สถาบันไมโครไฟแนนซ์นั้น มี 890 สถาบันในปี 2007 ซึ่งสถาบันทั้งหมดนี้ มี 519 สถาบันใช้วิธีการดำเนินงานแบบการให้กู้ยืมเป็นกลุ่ม (ทั้งสถาบันเดียว หรือ การรวมกับสถาบันอื่น และให้เงินกู้ยืมบุคคล) และ 90 สถาบัน ใช้วิธีการแบบธนาคารหมู่บ้าน ในประเทศไทย สถาบันไมโครไฟแนนซ์บางแห่ง ดำเนินการกู้ยืมเงินเป็นกลุ่ม และ การให้กู้ยืมกับบุคคลนั้น มี ธนาคาร ธกส. ธนาคารออมสิน และ Step Ahead MED และ สถาบันที่ใช้วิธีการดำเนินงานแบบธนาคารหมู่บ้านนั้น มี SED และ Common Interest Foundation. ทั้งสองวิธีนี้มีการดำเนินงานหลายอย่างที่คล้ายคลึงกัน และแตกต่างกัน

ในวิธีการกู้ยืมเป็นกลุ่มนั้น ผู้กู้จะต้องเป็นสมาชิกของกลุ่ม โดยปกติแล้ว กลุ่มหนึ่งประกอบด้วยสมาชิก 5-8 คน ซึ่งการจัดตั้งกลุ่มนั้นจะมีการเลือกสมาชิกกันเอง แต่ไม่มีใครจะกู้เงินก่อนได้ จนกว่าการจัดตั้งกลุ่มทุกอย่างเรียบร้อย การกู้ยืมเป็นกลุ่มนั้น ก็จะมีการมารวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่อีกทีหนึ่ง ที่เรียกว่า ศูนย์กลาง โดยปกติแล้วกลุ่มใหญ่ 1 กลุ่ม ประกอบด้วยจำนวนกลุ่มเล็กที่มีสมาชิก 5-8 คนนั้น ประมาณ 5-8 กลุ่ม และในกลุ่มใหญ่นี้จะมีการประชุมพบปะกันทุกอาทิตย์ และจะมีตัวแทนจากสถาบันไมโครไฟแนนซ์ คือ ผู้ให้กู้มาเข้าร่วมประชุมด้วย ในระหว่างการประชุมแต่ละครั้ง ตัวแทนจากสถาบันไมโครไฟแนนซ์ ก็จะทำเก็บเงินจากสมาชิกที่ชำระคืนเงิน ทำการปล่อยกู้ และจัดทำบัญชี และมีการตัดสินใจในการให้เงินกู้รอบต่อไป ว่าสมาชิกคนไหนสมควรที่จะได้รับเงินกู้ในรอบต่อไป และคนไหนไม่สมควรได้รับ สถาบันไมโครไฟแนนซ์หลายแห่งที่ให้เงินกู้เป็นกลุ่ม จะเน้นแต่การกู้เงินอย่างเดียว แต่บางแห่งมีการเพิ่มการบริการด้านการออมเงินด้วย เช่น วิธีการของกรามีน และบางครั้งมีการบริการประกันภัยด้วย ในกรณีเหล่านี้ คือ สถาบันไมโครไฟแนนซ์ จะเป็นผู้ดำเนินการเรื่องการออม

จุดประสงค์ของกลุ่ม คือ การใช้พลังของสังคม และ บีบบังคับคนที่มีฐานะเท่าเทียมกัน เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการขอหลักทรัพย์การค้ำประกันกู้ยืมเงิน จากผู้ให้กู้ และสมาชิกแต่ละคนมีการเซ็นต์ค้ำประกันซึ่งกันและกัน และสถาบันไมโครไฟแนนซ์ยังมีกฎในการชำระคืนเงินของสมาชิกว่าต้องมีการชำระคืนตามตารางที่สถาบันไมโครไฟแนนซ์ตั้งไว้ ถึงแม้ว่าสมาชิกคนใดคนหนึ่งในกลุ่มไม่ทำการชำระเงินคืน สมาชิกทุกคนในกลุ่มจะต้องรับผิดชอบร่วมกันทั้งหมด ซึ่งกฎนี้ทำให้สถาบันไมโครไฟแนนซ์มั่นใจว่าสมาชิกทุกคนจะช่วยเหลือและสนับสนุนให้สมาชิกในกลุ่มทำการชำระคืนเงิน นอกเหนือจากนั้นผู้กู้จะชำระคืนเงินเพิ่มขึ้น เพราะไม่อยากเสียหน้า และไม่อยากรับผิดชอบการคืนเงินให้สมาชิกคนอื่นเหมือนกันในกรณีที่เพื่อสมาชิกไม่ทำการชำระเงินกู้ยืม ซึ่งวิธีนี้ทำให้ไมโครไฟแนนซ์มีความมั่นใจมากขึ้นในการชำระเงินกู้ ของสมาชิก และสามารถทำการปล่อยเงินกู้โดยปราศจากการเรียกร้องหลักทรัพย์ค้ำประกัน

ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดที่สุดของการให้กู้ยืมเป็นกลุ่ม และ แบบธนาคารหมู่บ้าน คือ สถาบันไมโครไฟแนนซ์ ให้ความเป็นเสรีภาพในการจัดตั้งธนาคารหมู่บ้านมากกว่า การให้เงินกู้แก่บุคคลที่เป็นสมาชิก การดำเนินงานแบบธนาคารหมู่บ้านจะเน้นหนักในเรื่องการออมเงิน จากข้อมูล คือ ธนาคารหมู่บ้านนำเงินกองกลางที่มีอยู่แล้ว มาปล่อยให้สมาชิกกู้ แต่ในช่วงแรกธนาคารยังไม่มีเงินออมเพียงพอที่จะให้สมาชิกกู้ เพราะฉะนั้นทางสถาบันไมโครไฟแนนซ์จึงช่วยเหลือโดยการให้เงินกู้ยืมแก่ธนาคารหมู่บ้าน จากนั้นธนาคารหมู่บ้านนำเงินที่กู้จากสถาบันไมโครไฟแนนซ์ให้สมาชิกกู้อีกทีหนึ่ง ด้วยดอกเบี้ยที่สูงกว่าที่กู้จากสถาบันไมโครไฟแนนซ์ และสมาชิกแต่ละคนมีการออมเงินกับธนาคารหมู่บ้าน เพราะฉะนั้นสมาชิกทุกคนเป็นเจ้าของธนาคารหมู่บ้าน ฉนั้นสมาชิกมีการแบ่งสันปันส่วนกันจากดอกเบี้ยเงินกู้ที่ธนาคารหมู่บ้านได้รับ ซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนเงินออมของสมาชิก และระยะเวลาในการออมเงิน

ด้วยมาตรฐานในการฝึกทดลองไมโครไฟแนนซ์ และความจริง คือ สมาชิกทุกคนเป็นเจ้าของธนาคาร ธนาคารหมู่บ้านดูเหมือนจะเป็นสถาบันไมโครไฟแนนซ์และสหกรณ์เครดิต ของหมู่บ้าน สถาบันไมโครไฟแนนซ์ช่วยเหลือธนาคารหมู่บ้าน โดยการฝึกอบรม สนับสนุน และให้เงินกู้ในเริ่มแรก (ถ้าจำเป็น) ธนาคารหมู่บ้านมีการเลือก ประธาน รองประธาน บัญชี และเลขานุการเอง จากนั้นสถาบันไมโครไฟแนนซ์จะฝึกอบรมผู้นำธนาคารหมู่บ้านในการดำเนินงาน ปกติแล้วจะสอนเรื่องวิธีการให้เงินกู้แก่สมาชิก และการบันทึกบัญชี ทันทีที่การฝึกอบรมจบลง สถาบันไมโครไฟแนนซ์จะเข้าไปเยี่ยมกลุ่มแค่เดือนละครั้ง เพื่อไปเก็บเงินที่ธนาคารหมู่บ้านชำระคืน และช่วยเหลือในการทำบัญชี บางครั้งช่วยแก้ปัญหาให้กับกลุ่มในกรณีที่ธนาคารหมู่บ้านไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาด้วยตนเอง เป้าหมายสูงสุดของธนาคารหมู่บ้าน คือ ธนาคารหมู่บ้าน ของ แต่ละหมู่บ้านจะมีเสรีภาพในการได้รับผลประโยชน์จากดำเนินงาน และมั่นคง จนถึงจุดที่อีกไม่นานสถาบันไมโครไฟแนนซ์ไม่จำเป็นจะต้องเกี่ยวข้องกับธนาคารหมู่บ้านอีกต่อไป
ทั้งการให้เงินกู้เป็นกลุ่ม และ แบบธนาคารหมู่บ้าน มีทั้งประโยชน์และข้อบกพร่องในตัวของมันเอง จากที่มีการคุยกันก่อนหน้านี้ ประโยชน์ของการดำเนินที่ไม่ใช่แบบธนาคารหมู่บ้านนั้น คือ สถาบันไมโครไฟแนนซ์ สามารถแน่ใจได้ว่า มันเป็นเป้าหมายที่ดีและมีประสิทธิภาพสำหรับคน ในขณะที่ประโยชน์ของวิธีการธนาคารหมู่บ้าน คือ ความมี เสรีภาพของธนาคารหมู่บ้าน ทำให้ผู้กู้มีความภูมิใจในความเป็นเจ้าของของธนาคาร และยังมั่นใจได้ว่าเป็นของเขา โดยรวมแล้ว สถาบันไมโครไฟแนนซ์ใช้ทั้ง 2 วิธีนี้ เป็นหลักในการพัฒนา เพื่อนำไปสู่การการขจัดโลกนี้ออกจากความจน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่าทั้งสองวิธีนี้ วิธีไหนสามารถประสบความสำเร็จได้อย่างดีที่สุด และยาวนานที่สุด

 

เป้าหมาที่แท้จริงของคนจนกับธนาคารหมู่บ้าน


โดย Tamsin Harriman

ธนาคารหมู่บ้านเป็นวิธีการการดำเนินงานของสถาบันไมโครไฟแนนซ์ ซึ่งสถาบันไมโครไฟแนนซ์ ได้เริ่มใช้ระบบธนาคารหมู่บ้านมาดำเนินงาน ที่ให้ชุมชนคนยากจนมารวมกลุ่มกันและจัดตั้งธนาคารหมู่บ้าน อันดับแรก สถาบันไมโครไฟแนนซ์ให้เงินกู้ยืมกับธนาคารหมู่บ้านตอนที่ธนาคารหมู่บ้านมีเงินออมไม่เพียงพอที่จะให้สมาชิกกู้ จากนั้นพอธนาคารหมู่บ้านรับเงินกู้จากสถาบันไมโครไฟแนนซ์แล้ว ธนาคารหมู่บ้านนำเงินกู้นั้นไปปล่อยกู้ให้กับสมาชิก และสถาบันไมโครไฟแนนซ์ยังมีการฝึกอบรมให้กับผู้นำของธนาคารหมู่บ้าน และช่วยสอนทำบัญชีเวลาที่ธนาคารหมู่บ้านต้องการความช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม จุดประสงค์และเป้าหมายของสถาบันไมโครไฟแนนซ์ คือ การต้องการให้ธนาคารหมู่บ้านมีเงินออมที่เพียงพอที่จะปล่อยให้สมาชิกกู้ และมีรายได้จากดอกเบี้ยเงินกู้ที่สมาชิกกู้ไป สุดท้ายธนาคารหมู่บ้าน ที่ชาวบ้านเป็นเจ้าของ สามารถยืนอยู่ด้วยตนเอง กู้เงินจากธนาคารหมู่บ้าน ซึ่งเป็นเงินของสมาชิกเองที่มาออมเงินแต่ละเดือน และชาวบ้านสามารถดำเนินงานอย่างอิสระ ไม่ต้องขึ้นอยู่กับหน่วยงานใด
ด้วยเป้าหมายของสถาบันไมโครไฟแนนซ์ การดำเนินงานแบบธนาคารหมู่บ้านจึงได้รับอนุญาตให้ชาวบ้านมีอิสระที่จะเลือกสมาชิกกันเอง โดยปราศจากการควบคุมจากสถาบันไมโครไฟแนนซ์ ซึ่งการใช้วิธีแบบนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะว่าเป็นการให้สมาชิกมีความรู้สึกว่าเป็นอิสระ และรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของของธนาคารหมู่บ้านของเขา และธนาคารหมู่บ้านยังได้รับอนุญาตให้ขยายโครงการโดยการมีอิสระที่จะรับสมาชิกเพิ่มเมื่อไรก็ได้ โดยการตัดสินใจของธนาคารหมู่บ้านเอง ไม่จำเป็นต้องรอการอนุมัติจากสถาบันไมโครไฟแนนซ์ แต่อย่างไรก็ตามการดำเนินการโดยชาวบ้านทุกอย่างแบบนี้ บางครั้งอาจทำให้เกิดปัญหาได้ เพราะความสัมพันธ์ของคนในชุมชน บางครั้ง จึงทำให้ไม่มีการเข้มงวดในมาตรการที่กลุ่มตั้งไว้ เช่น บ่อยครั้ง ยังอนุญาตให้สมาชิกไม่เข้าประชุมตามมาตรการที่เลือกไว้ สถาบันไมโครไฟแนนซ์ได้ให้คำแนะนำไปว่า ควรที่จะดำเนินงานตามกฎระเบียบและมาตรการที่เลือกไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง บ่อยครั้งที่คนที่ใช้บริการธนาคารทั่วไป เปลี่ยนมาใช้บริการและมาเป็นสมาชิกของธนาคารหมู่บ้านแทน น่าเสียดายที่บ่อยครั้งดูเหมือนว่าคนที่จนที่สุดสามารถทำกำไรจากธนาคารหมู่บ้านได้น้อยกว่า เพราะขาดความสามารถ

ด้วยเป้าหมายของไมโครไฟแนนซ์ คือ การช่วยเหลือคนที่จนที่สุดให้เขายกระดับตัวเองให้หลุดพ้นจากความจน แต่อย่างไรก็ตามปัญหาเหล่านี้ยากที่จะแก้ไข แต่เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้สถานการณ์แบบี้เกิดขึ้นทั้งหมด ทางสถาบันไมโครไฟแนนซ์ จึงตัดสินใจกลายเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการคัดเลือกสมาชิกด้วย ซึ่งเป็นส่วนน้อยที่สุดในความรับผิดชอบจากธนาคารหมู่บ้าน อย่างน้อยสถาบันไมโครไฟแนนซ์ ยังอยากเกี่ยวข้องในการดำเนินงานของธนาคารหมู่บ้าน โดยการคอยเตือนถึงเหตุผลและเป้าหมายของการจัดตั้งธนาคารหมู่บ้าน และเป้าหมายสูงสุดของสมาชิก

สถาบันไมโครไฟแนนซ์สถาบันหนึ่งในประเทศไทยที่กำลังเริ่มหาประสบการณ์ในปัญหาเหล่านี้ คือคอมมอน อินเทอร์สท์ ฟาว์นเดชั่น ในจังหวัดเชียงใหม่ ที่ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการแก้ปัญหาขั้นที่ 3 และ 1 ในวิธีแก้ปัญหานั้น คือ การเข้มงวดที่เหมาะสมระหว่างการคอยเตือนเกี่ยวกับการให้คำแนะนำครั้งก่อน ๆ และตอนนี้ คอมมอน อินเทอร์เรสท์ อยู่ในระหว่างการสำรวจพื้นที่ในการขยายโครงการอย่างพิถีพิถันมากยิ่งขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่า จะจัดตั้งธนาคารหมู่บ้านในหมู่บ้านที่ไม่ใช่แค่จนอย่างเดียว แต่เป็นหมู่บ้านที่ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นคนจน ซึ่งวิธีนี้ ธนาคารหมู่บ้านสามารถเลือกสมาชิกของเขาเอง ลาถาบันไมโครไฟแนนซ์ไม่ต้องกังวลเกี่ยวการอนุญาตการรับสมาชิก วิธีแก้ปัญหานี้เป็นสิ่งที่ดีเพราะเป็นการบรรลุวัตถุประสงค์ของทั้งธนาคารหมู่บ้านเองและสถาบันไมโครไฟแนนซ์ แต่ก็ไม่ใช้วิธีที่เพอร์เฟค เพราะสถาบันไมโครไฟแนนซ์ไม่ได้ควบคุมการดำเนินงานด้วยตนเอง ซึ่งบางครั้งอาจจะทำให้เกิดปัญหาได้ง่าย แต่ในเมื่อสถาบันไมโครไฟแนนซ์เลือกใช้ระบบการธนาคารหมู่บ้านในการดำเนินงาน จึงต้องยอมรับในความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาเสมอ แต่ประโยชน์ของความเสี่ยง จะนำไปสู่ผลประโยชน์ของธนาคารหมู่บ้าน

This page is powered by Blogger. Isn't yours?


หน้าแรก   |