English   |   ไทย
  • หน้าแรก
  • เกี่ยวกับเรา
  • หน่วยงาน
  • แหล่งข้อมูล
  • คำถามที่ถามบ่อย ๆ
  • ติดต่อเรา

หน้าแรก Archives
  • » June 2008
  • » July 2008
  • » August 2008
  • » September 2008
  • » October 2008
  • » December 2008
  • » January 2009
  • » March 2009
  • » April 2009
  • » May 2009
คำถามที่ถามบ่อย ๆ

1. ไมโครเครดิต คือ อะไร


2. สถาบันไมโครไฟแนนซ์ (MFI) คือ อะไร


3. ลูกค้าไมโครไฟแนนซ์ คือ ใคร


4. ไมโครเครดิตช่วยคนจนได้อย่างไร


5. คนจน จนเกินไปที่จะออมเงินหรือเปล่า


6. ทำไมสถาบันการเงินถึงคิดดอกเบี้ยเงินกู้สูงให้กับคนจน


more คำถามที่ถามบ่อย ๆ...

ข่าวสาร

กรกฎาคม – ตุลาคม 2009 - หลักสูตรการอบรมไมโครไฟแนนซ์สำหรับผู้ฝึกหัด
»กรกฎาคม – ตุลาคม 2009 โครงการฝึกอบรมออนไลน์สำหรับผู้ที่สนใจในด้านมโครไฟแนนซ์ โดยจะมีหลักสูตรทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย


21-25 กันยายน - Second ECHO Agricultural Conference (Chiang Mai)


หน้าแรก


20 August, 2008

 

นายธนาคารเพื่อคนจน (Banker to the Poor ฉบับภาษาไทย) ออกแล้ว


“นายธนาคารเพื่อคนจน” หนังสือแปลที่เจ้าของบล็อกแปลจาก “Banker to the Poor” โดย มูฮัมหมัด ยูนุส ผู้ก่อตั้งธนาคารกรามีน และเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2006 ออกแล้วค่ะ สำนักพิมพ์มติชนจัดพิมพ์ ราคา 225 บาท คาดว่า จะไปถึงร้านหนังสือทั่วประเทศภายในประมาณวันพุธที่ 13 สิงหาคมนี้ค่ะ
หรือสั่งซื้อได้ที่ ร้านหนังสือมติชนออนไลน์ http://www.fringer.org/?p=372

คำนำผู้แปล
ธนาคารกรามีน “ธนาคารเพื่อคนจน” แห่งแรกของโลก ถือกำเนิดขึ้นในเดือนมกราคม พ.ศ. 2520 ไม่กี่เดือนหลังมหกรรมฆ่าสังหารโหดนักศึกษา 6 ตุลา 2519 ในประเทศไทย ประวัติศาสตร์เปื้อนเลือดที่นักเรียนไทยยังไม่เคยได้เรียนในห้องเรียน
สามสิบปีให้หลัง ประเทศไทยก็ประกอบด้วยโลกสองใบที่นับวันดูจะยิ่งโคจรออกห่างจากกันไปเรื่อยๆ
โลกใบแรก เป็นโลกของคนรวยที่สุดในประเทศ 30% มีรายได้รวมกันกว่า 80% ของรายได้ประชาชาติ คนเหล่านี้ส่วนใหญ่มีบ้านหรือคอนโดมิเนียมในตัวเมือง มีอำนาจในการบริโภคสูง มีทางเลือกในการบริหารจัดการเงินและการลงทุนมากมาย เป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักของสถาบันการเงิน เพราะมีรายได้ประจำ ทำงานเป็นหลักแหล่ง มีรายได้และทรัพย์สินพอเพียงที่จะใช้เป็นหลักประกันเงินกู้และบริการทางการเงินอื่นๆ
ในเขตอำเภอเมืองทุกจังหวัดนอกกรุงเทพฯ สาขาหลากสีสันของธนาคารพาณิชย์มองเห็นเด่นชัดแต่ไกล ตัดกับสีหม่นของสาขาธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) ป้ายโฆษณาของบริษัทสินเชื่อส่วนบุคคลและบริษัทเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ รวมทั้งเงินผ่อนรถแทรกเตอร์ยี่ห้อดังๆ อย่างสยามคูโบต้า โผล่ขึ้นเป็นดอกเห็ดสลับแซมกับป้ายโฆษณาสินเชื่อบ้านจัดสรร โปรโมชั่นบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ฯลฯ และ ฯลฯสมาชิกของโลกใบที่หนึ่งถูกแวดล้อมด้วยเครื่องมือและบริการทางการเงินมากมายเกินความต้องการ เกินเวลาที่พวกเขาจะมีใช้บริการเหล่านั้น และบ่อยครั้งก็เกินศักยภาพในการทำความเข้าใจกับเงื่อนไขที่ระบุในสัญญาให้บริการ มิพักต้องพูดถึงรายละเอียดเข้าใจยากที่ซ่อนอยู่หลังดอกจันขนาดจิ๋ว
โลกใบที่สอง เป็นโลกของคนที่เหลืออีก 70% ของประเทศที่มีรายได้รวมกันไม่ถึง 20% ของรายได้ประชาชาติ ฐานะทางการเงินแกว่งไกวไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกที่อยู่นอกเหนืออำนาจการควบคุมของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นสภาพดินฟ้าอากาศ ราคาพืชผลในตลาดโลก นโยบายเกษตรของภาครัฐ และค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เร็วกว่ารายได้และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคาร
สมาชิกในโลกใบที่สองมีสถานภาพไม่แน่นอนในแต่ละปี หมุนเวียนเปลี่ยนผันระหว่างการเป็นเกษตรกร แรงงานรับจ้าง พนักงาน และเจ้าของที่ดินที่เก็บค่าเช่าทำนา – ในกรณีส่วนน้อยที่ยังไม่เคยขายที่ดินไปให้นายทุน “พัฒนา” ในราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงหลายสิบเท่า
พวกเขาคือคนส่วนใหญ่ของประเทศ คนที่สถาบันการเงินเอกชนไม่ต้องการเพราะมองว่าไม่มีกำลังซื้อ ไม่มีกำลังใช้หนี้ มีแต่สถาบันการเงินภาครัฐเท่านั้นที่ให้บริการ หลายแห่งให้บริการแบบเสียไม่ได้ เพราะรู้ดีว่าพวกเขาไม่มีที่ไป
ประเทศไทยมีหมู่บ้านกว่า 70,000 แห่ง ระยะทางจากหมู่บ้านไปถึงตัวตำบลที่ใกล้ที่สุดอาจไกลนับสิบกิโลเมตรบนถนนลูกรังสีแดงที่ตวัดคดเคี้ยวไปตามคูนา ธกส. มีสาขา 650 แห่งทั่วประเทศ คิดเป็นร้อยละ 0.9 ของจำนวนหมู่บ้านทั้งหมด เกษตรกรที่กู้เงินกับ ธกส. มักถูกบังคับให้ซื้อปุ๋ยเคมีหรือยาฆ่าแมลงกับธนาคาร ไม่นับกรณีที่พนักงานธนาคารเองหลายคนแอบปล่อยกู้ให้กับลูกหนี้ ธกส. ในอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าร้อยละ 2 ต่อสัปดาห์
คนในโลกใบแรกจำนวนมากรู้สึกว่าโลกนี้หดเล็กลงจนน่าอึดอัดขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารที่เร็วปานสายฟ้าแลบ และมหกรรมโฆษณาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินร้อยแปดที่ตะโกนกรอกหูอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจากสื่อทุกประเภท แต่ในขณะเดียวกัน คนในโลกใบที่สองกลับไม่เคยเข้าถึงผลิตภัณฑ์ในระบบ ทั้งๆ ที่พวกเขาต้องการทุนมากกว่า มีความมุ่งมั่นกว่าที่จะถีบตัวเองให้หลุดพ้นจากบ่วงความจน
โลกการเงินกำลังหมุนเร็วเกินไปสำหรับคนในโลกใบแรก และสลัดคนในโลกใบหลังทิ้งอย่างไร้เยื่อใย โดยไม่เคยหันกลับมามอง
ธนาคารทุกแห่งวิ่งหาลูกค้า “high net worth” ไม่มีใครสนใจคนที่ “no net worth”
ในโลกแบบนี้ เป็นเรื่องแปลกอันใดที่พรรคไทยรักไทยจะได้ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงถล่มทลาย ด้วยชุดนโยบาย “โดนใจ” ที่ถูกปรามาสว่าเป็น “ประชานิยม” แบบมักง่ายที่ไม่ยั่งยืน นโยบายที่สอนให้คน “เสพติด” เงิน มากกว่าจะสอนให้พวกเขามีวินัยในการใช้เงินและบริหารจัดการชีวิตอย่างแท้จริง
โลกการเงินมีองค์ความรู้ ทรัพยากร และปัจจัยต่างๆ จำนวนมากมายมหาศาล หากมี “กำแพงอคติ” ที่เรามองไม่เห็นที่กีดขวางไม่ให้ปัจจัยเหล่านั้นเข้าถึงคนที่ต้องการใช้มันที่สุด นั่นคือผู้ยากไร้ทั้งหลายในโลก
พนักงานธนาคาร ข้าราชการ และสมาชิกชนชั้นกลางหลายคนดูถูกคนจนว่าโง่ ไม่รู้เรื่อง ดูหมิ่นภูมิปัญญาชาวบ้านว่าไร้ความหมาย ไร้ประโยชน์ในโลกสมัยใหม่ และดูแคลนคนจนว่าไม่มีวันเป็น “ลูกค้าที่ดี” ของธนาคารได้
ข้าราชการมักเห็นประชาชนเป็นเพียง “ผู้ด้อยพัฒนา” ที่ต้อง “ถูกพัฒนา” โดยรัฐ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง ประชาชนทุกระดับล้วนมีศักยภาพในการพัฒนาตนเอง ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่ยากไร้ที่สุด ด้อยโอกาสที่สุดในสังคม
ในระดับท้องถิ่นไทย ปราชญ์ชาวบ้านหลายท่านสร้างนวัตกรรมการเงินเพื่อช่วยเหลือชุมชนโดยไม่ต้องรู้ศัพท์การเงินหรือจบปริญญาด้านบริหารธุรกิจ ครูชบ ยอดแก้ว ก่อตั้ง “สัจจะสะสมทรัพย์วันละบาท” ในปี 2525 ห้าปีหลังกำเนิดธนาคารกรามีน ครูชบพัฒนากระบวนการ พัฒนาแนวคิดเป็นหลักสูตรเศรษฐศาสตร์ชุมชนจนเป็นที่ยอมรับของภาครัฐ มีผู้นำความคิดของครูชบไปขยายผลต่อยอด ตั้งกลุ่มสะสมทรัพย์จนประสบความสำเร็จหลายแห่ง ปัจจุบันองค์กรการเงินท้องถิ่นทั่วประเทศไทยมีจำนวนกว่า 40,000 แห่ง มีเงินออมรวมกันกว่า 10,000 ล้านบาท
แนวคิดของครูชบมุ่งสร้างสวัสดิการสังคมสำหรับคนในโลกใบที่สอง ครูภูมิปัญญาไทยท่านนี้พูดย้ำตลอดเวลาว่า “การสะสมทรัพย์แบบพัฒนาครบวงจรชีวิต ต้องคู่กับสวัสดิการด้วย ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ในความเป็นจริง สังคมด้วยกันปฏิบัติต่อคนในสังคมไม่เท่าเทียมกัน คือกลุ่มข้าราชการจะมีสวัสดิการจากรัฐ กลุ่มพนักงานบริษัทก็จะมีประกันสังคม ส่วนกลุ่มที่ขาดการเหลียวแลจากรัฐคือกลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้ใช้แรงงาน”
ในระดับโลก มูฮัมหมัด ยูนุส พิสูจน์ให้เห็นว่าอคติของชนชั้นกลางและข้าราชการหลายคนเป็นเพียงมายาคติที่ไม่เป็นความจริง เขาก่อตั้งธนาคารแห่งแรกในโลกที่มองคนจนที่สุดในสังคมว่าสามารถเป็น “ลูกค้า” ของธนาคาร ผู้มีศักยภาพที่จะนำเงินกู้ไปใช้ประกอบธุรกิจเพื่อถีบตัวเองให้หลุดพ้นจากปลักความจน ธนาคารกรามีนมิได้มุ่งสร้างเงินออมหรือสวัสดิการให้กับลูกหนี้เหมือนกับแนวคิดสัจจะหรือสหกรณ์ออมทรัพย์ในไทย แต่เงินออมและสวัสดิการก็เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้ในโมเดลของกรามีน เพราะช่วยลดความเสี่ยงในชีวิตของลูกหนี้ และเสริมสร้างวินัยและทักษะในการบริหารจัดการเงิน
ยูนุสตั้งประเด็นง่ายๆ ว่า ถ้าคนจนไร้ซึ่งศักยภาพใดๆ พวกเขาก็คงอดตายไปนานแล้ว ลำพังข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่ ก็เป็นเครื่องยืนยันที่เพียงพอแล้วต่อความสามารถของคนจนในการเอาตัวรอด
ยูนุสเชื่อมั่นในศักยภาพภายในตัวมนุษย์ทุกคน ศักยภาพที่คนจนจำนวนมากไม่รู้ตัวว่ามี เพราะไม่เคยได้ถูกดึงออกมาใช้ และถูกคนรวยกว่าปรามาสว่าไม่มีอยู่จริง
ยูนุสเชื่อมั่นว่า การเข้าถึงทุนในอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรมและสะท้อนความเคารพในศักยภาพดังกล่าว ประกอบกับการแนะแนวอย่างอ่อนโยน เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คนจนสามารถดึงเอาศักยภาพในตัวเขาออกมาใช้ และเมื่อเขารู้วิธีนำศักยภาพนั้นออกมาใช้ เขาก็จะสามารถหลุดพ้นจากปลักความจนได้ด้วยตัวเอง และอยู่ได้อย่างยั่งยืน
ไม่ใช่พอถึงเวลาชำระหนี้ก็ต้องไปขายที่นา ยืมเงินญาติ หรือ “เช่าเงิน” จากเจ้าหนี้นอกระบบมา “โปะ” เงินกู้ก้อนเก่า วนเวียนไปเช่นนี้ไม่จบสิ้น เหมือนกับเจ้าหนี้บางประเทศที่ชอบโฆษณาว่าใช้โมเดลของกรามีน แต่ลูกหนี้ส่วนใหญ่ยังดึงศักยภาพภายในออกมาใช้ไม่ได้ หลายรายกลับถลำลึกลงไปในวังวนหนี้มากกว่าเดิมจนหาทางออกไม่เจอ ต้องรอรัฐบาลใหม่มายกหนี้ให้เช่นเคย
ธนาคารกรามีนพิสูจน์ให้เห็นว่า ธนาคารที่มองเห็นศักยภาพของคนจน และทำธุรกิจกับพวกเขาด้วยความเคารพในศักยภาพนั้นจริงๆ ไม่ใช่สักแต่ปล่อยกู้แบบหละหลวมเพื่อหาคะแนนนิยม จะอยู่ได้อย่างยั่งยืนในเชิงธุรกิจ ถึงแม้ว่าอาจจะทำกำไรได้ไม่สูงเท่ากับธนาคารพาณิชย์ทั่วไป
“ความจริงใจ” ในการช่วยเหลือคนจน เป็นสิ่งที่ยูนุสตอกย้ำมาตลอดชีวิตของเขา และปรากฏชัดเจนเป็นรูปธรรมในหนังสือที่อยู่ในมือของท่าน
ผู้แปลขอขอบคุณคุณพลอยแสง เอกญาติ และสำนักพิมพ์มติชน ที่ได้ให้โอกาสผู้แปลถอดความของหนึ่งในวีรบุรุษในดวงใจออกมาเป็นภาษาไทย ผู้แปลหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ประสบการณ์ในการก่อตั้งและขยับขยายธนาคารกรามีนของมูฮัมหมัด ยูนุส ที่ได้บรรจงถ่ายทอดอย่างละเอียดทุกขั้นตอนในหนังสือเล่มนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักการเงิน และ “ผู้ประกอบการเพื่อสังคม” (social entrepreneur) รุ่นใหม่ในประเทศไทย ที่กำลังมุ่งแสวงหาทางเลือกใหม่ๆ ที่มอบสมดุลระหว่างการรับใช้สังคม กับการแสวงหากำไรสูงสุด
เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบลง ท่านอาจจะเห็นด้วยกับผู้แปลว่า “การเงินที่อ่อนโยน” (compassionate finance) นั้น ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริงเท่านั้น แต่ยังกำลังเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ในหลายประเทศทั่วโลก
บางที สิ่งเดียวที่จำเป็นต่อกำเนิดของธนาคารเพื่อคนจนที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงในประเทศไทย อาจเป็นการตอบคำถามสั้นๆ ที่ยูนุสถามในหนังสือเล่มนี้ว่า เราต้องการช่วยเหลือคนจนจริงๆ หรือเปล่า?
สฤณี อาชวานันทกุล

08 August, 2008

 

โครงการกองทุนหมู่บ้านของรัฐบาล


รัฐบาลชุดก่อนได้ช่วยเหลือในโครงการกองทุนหมู่บ้าน เริ่มที่ 1 ล้านบาท ( 30000 ดอรลาร์สหรัฐ) ใน 73000 หมู่บ้านโดยรัฐบาลดำเนินการเอง รัฐบาลได้ลงทุนในโครงการนี้เป็นเงิน 2 พันกว่าล้านบาท (63 ดอรลาร์สหรัฐ) แต่โครงการนี้มีข้อบกพร่องเนื่องจากทุนที่ให้ไปนั้นมีการชำระคืนแค่ 50 % เท่านั้น และดอกเบี้ยเงินกู้ของนายทุนในพื้นที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย อาจจะเป็นเพราะเวลาชาวบ้านต้องชำระคืนกองทุนหมู่บ้าน แต่พวกเขาไม่มีเงินที่จะต้องชำระคืนเลยต้องไปขอยืมจากนายทุนในพื้นที่ แต่ในรายงานไม่ได้กล่าวถึงในหัวข้อนี้

มีหน่วยงานอิสระหลายหน่วยงานในประเทศไทยที่ดำเนินการเกี่ยวโครงการไมโครเครดิต ได้เปลี่ยนโครงการจากการให้สินเชื่อกับคนจนอย่างเดียว มาบริการเกี่ยวกับการออมเงินประกอบด้วย ในที่นี้ไม่ใช่เป็นการพัฒนาให้ชาวบ้านมีกำลังที่จะชำระเงินคืนอย่างเดียว แต่เป็นการรับประกันผลประโยชน์ให้กับคนจนในระยะยาว ซึ่งหมายถึงจะต้องมีการออมเงินควบคู่ไปด้วยถึงจะเป็นการดี

อ่านข่าวเพิ่มเติม สามารถอ่านหัวข้อนี้ใน The Nation
http://www.nationmultimedia.com/2008/08/05/national/national_30079745.php

This page is powered by Blogger. Isn't yours?


หน้าแรก   |   เกี่ยวกับเรา   |   หน่วยงาน   |   แหล่งข้อมูล   |   คำถามที่ถามบ่อย ๆ   |   ติดต่อเรา

Copyright © 2009 ไมโครไฟแนนซ์ในประเทศไทย. All Rights Reserved.