English   |   ไทย
  • หน้าแรก
  • เกี่ยวกับเรา
  • หน่วยงาน
  • แหล่งข้อมูล
  • คำถามที่ถามบ่อย ๆ
  • ติดต่อเรา

หน้าแรก Archives
  • » June 2008
  • » July 2008
  • » August 2008
  • » September 2008
  • » October 2008
  • » December 2008
  • » January 2009
  • » March 2009
  • » April 2009
  • » May 2009
  • » June 2009
  • » July 2009
  • » August 2009
  • » September 2009
  • » November 2009
  • » December 2009
  • » January 2010
  • » February 2010
  • » March 2010
  • » April 2010
คำถามที่ถามบ่อย ๆ

1. ไมโครเครดิต คือ อะไร


2. สถาบันไมโครไฟแนนซ์ (MFI) คือ อะไร


3. ลูกค้าไมโครไฟแนนซ์ คือ ใคร


4. ไมโครเครดิตช่วยคนจนได้อย่างไร


5. คนจน จนเกินไปที่จะออมเงินหรือเปล่า


6. ทำไมสถาบันการเงินถึงคิดดอกเบี้ยเงินกู้สูงให้กับคนจน


more คำถามที่ถามบ่อย ๆ...

ข่าวสาร

กรกฎาคม – ตุลาคม 2009 - หลักสูตรการอบรมไมโครไฟแนนซ์สำหรับผู้ฝึกหัด
»กรกฎาคม – ตุลาคม 2009 โครงการฝึกอบรมออนไลน์สำหรับผู้ที่สนใจในด้านมโครไฟแนนซ์ โดยจะมีหลักสูตรทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย


21-25 กันยายน - Second ECHO Agricultural Conference (Chiang Mai)


หน้าแรก


07 April, 2010

 

ธ.ก.ส.เดินเครื่อง'ธนาคารชุมชน'


นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ในปีบัญชี 2551/2552 ที่สิ้นปีบัญชีไปเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ที่ผ่านมา ธ.ก.ส. มีผลดำเนินงานที่ดี โดยมีกำไรประมาณ 7,000-7,500 ล้านบาท เนื่องจากสามารถขยายสินเชื่อได้ถึง 17% ทำให้มีสินเชื่อคงค้างเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่กว่า 6 แสนล้านบาท ซึ่งกว่า 1 แสนล้านบาท เป็นสินเชื่อในโครงการตามนโยบายรัฐบาล ที่ส่วนใหญ่คือโครงการรับจำนำพืชผลการเกษตร แต่ยังไม่รวมการประกันรายได้ที่มาแทนการรับจำนำ ส่วนเงินฝากอยู่ที่ราว 6.5 แสนล้านบาท

นายลักษณ์ กล่าวอีกว่า ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2553 หรือเริ่มต้นปีบัญชีใหม่ 2552/2553 ของ ธ.ก.ส. ทางธนาคารได้เริ่มดำเนินการโครงการธนาคารชุมชนแล้ว โดยมีการตั้งสำนักงานธนาคารชุมชนแยกจากการดำเนินงานปกติของ ธ.ก.ส. และขณะนี้ได้แต่งตั้งผู้บริหารเข้าไปดำเนินการ ซึ่งมีการเริ่มฝึกอบรมพนักงาน
ประมาณ 200 คนแล้ว คาดว่าจะเริ่มให้บริการอำนวยสินเชื่อเพื่อรายย่อย (ไมโครไฟแนนซ์) ได้ในช่วงกลางเดือน เมษายน นี้

'กลางเดือน เมษายนนี้ คงเริ่มอำนวยสินเชื่อได้ ซึ่งคงมีการประกาศความคืบหน้าต่อไป ตอนนี้ก็มีคนโทรศัพท์ติดต่อเข้ามาขอให้บริการกันมาก แต่ยังไม่ได้ให้บริการสินเชื่อตอนนี้ ขณะนี้เพียงแต่ตั้งสำนักงานธนาคารประชาชน โดยแยกหน่วยงาน แยกบัญชีออกมาจากการดำเนินงานปกติของธนาคาร เบื้องต้นจะเน้นตั้งสาขาในจังหวัดใหญ่ก่อน กระจายไปทั่วประเทศ เช่น เชียงใหม่ นครราชสีมา ขอนแก่น ส่วนรอบๆ ออกไป จะเป็นการให้สินเชื่อผ่านกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ หรือสหกรณ์ชุมชนที่มีความเข้มแข็ง' นายลักษณ์ กล่าว

นายลักษณ์ กล่าวว่า ธนาคารได้ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ผ่านธนาคารชุมชนให้ได้ปีละประมาณ 1 แสนราย คิดเป็นยอดสินเชื่อราว 2,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยให้สินเชื่อรายละ 2 หมื่นบาท โดยตั้งเป้าในระยะเวลา 3 ปี จะปล่อยสินเชื่อให้ได้ 6,000 ล้านบาท ซึ่งการให้สินเชื่อไมโครไฟแนนซ์นี้จะคิดดอกเบี้ยต่ำ 1% ต่อเดือน แบบต้นลด-ดอกลด โดยจะทำให้อัตราดอกเบี้ยเมื่อคิดเป็นรายปีอยู่ที่ 12 % ต่อปี


ที่มา แนวหน้า

02 April, 2010

 

ธนาคารชุมชน ทอฝันคนจนตกหล่น


ถึงโครงการแก้ไขปัญหาลูกหนี้เงินกู้นอกระบบจะมีประชาชนมาลงทะเบียน 1,195,481 ราย คิดเป็นมูลหนี้รวม 122,859 ล้านบาท แล้วก็ตาม

แต่ ประเทศไทยยังมีคนยากจนที่หวังพึ่งความช่วยเหลือ ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำมากกว่านั้นหลายเท่าตัว

"การ สำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า ยังมีผู้มีรายได้น้อยอีกประมาณ 13.4 ล้านคน ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินดอกเบี้ยต่ำได้ ยังต้องกู้ยืมนอกระบบดอกเบี้ยสูงอยู่อีก

และจากการสอบถามกลุ่มคน เหล่านั้น ถึงความต้องการให้ภาครัฐเข้าไปดูแลในเรื่องใดบ้าง ส่วนใหญ่ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนเรื่องเงินทุนในการประกอบอาชีพเป็นหลัก"
นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร (ธ.ก.ส.) พูดถึงที่มาของโครงการ "ธนาคารชุมชน" ที่จะเริ่ม
เดินเครื่องเปิดให้ ประชาชนผู้มีรายได้ต่ำกู้เงินไปพัฒนาอาชีพ สร้างเสริมรายได้ให้กับตัวเอง ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.นี้เป็นต้นไป

โครงการนี้ไม่เกี่ยวกับการแก้ไข ปัญหาลูกหนี้เงินกู้นอกระบบที่มีการขึ้นทะเบียนไปแล้ว และไม่เกี่ยวกับโครงการให้เกษตรกรกู้ยืมเงินของ ธ.ก.ส. รวมทั้งไม่เกี่ยวกับกองทุนหมู่บ้าน หรือแม้กระทั่งกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ สถาบันการเงินชุมชนหรือธนาคารหมู่บ้านดั้งเดิมแต่อย่างใด

ธนาคาร ชุมชน เป็นโครงการใหม่ถอดด้าม ที่ ผจก.ธ.ก.ส.เน้นย้ำว่า จะเป็นเหมือนธนาคารใหม่ธนาคารหนึ่ง ที่มี ธ.ก.ส.เป็นเจ้าของ มีหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือดูแลคนยากจนที่มีรายได้ต่ำโดยเฉพาะเป็นคนยากจนที่ ไม่สามารถเข้าถึง การกู้เงินของ ธ.ก.ส. ตามเงื่อนไขปกติได้

"คนจน 13.4 ล้านคน ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำจากสถาบันการเงินของรัฐ ต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบแทน ส่วนใหญ่จะเป็นแรงงานนอกระบบ ทำงานรับจ้างตามฤดูกาล ทำงานรับจ้างรายวัน ไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่งแน่นอน หรือไม่ก็ทำมาค้าขายเล็กๆน้อยๆ

กู้เงินจากสถาบันการเงินในระบบไม่ได้ เนื่องจากไม่มีหลักทรัพย์ ค้ำประกันการกู้เงิน แม้ที่ผ่านมา ธ.ก.ส.จะได้ลดเงื่อนไขการกู้เงิน ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ก็กู้ได้ เพียงแต่เกษตรกรตั้งรวมกลุ่มค้ำประกันกันเอง สามารถกู้เงินได้ก็ตาม คนกลุ่มนี้ก็ยังไม่สามารถกู้ ธ.ก.ส.ได้อยู่ดี

เนื่องจากไม่ได้ประกอบ อาชีพเกษตรกรเป็นหลัก รายได้หลักไม่ได้มาจากการทำการเกษตร ทำการเกษตรบ้าง เพื่อบริโภคในครอบครัว รายได้หลักมาจากการทำอย่างอื่น รับจ้างทำงานสารพัดอย่าง แล้วแต่จะมีคนว่างจ้าง"

คนเหล่านี้ถือเป็น ประชาชนที่ตกหล่นในโครงการช่วยเหลือจากภาครัฐ ที่ผ่านมาไม่สามารถกู้เงินจาก ธ.ก.ส.ได้ แต่ต่อไปคนเหล่านี้สามารถกู้เงินจากธนาคารชุมชนได้ คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ให้กู้รายละ 20,000–50,000 บาท ให้ระยะเวลาผ่อนชำระ 2 ปี

อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อเดือน...ร้อยละ 12 ต่อปี เปรียบเทียบกับดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ทั่วไป ดูเหมือนว่าคิดดอกเบี้ยจะสูงเกินไป

ผจก.ลักษณ์ มองว่า เมื่อเทียบกับดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบ ที่คิดร้อยละ 5-10 ต่อเดือน ร้อยละ 60-120 ต่อปี...ดอกเบี้ยธนาคารชุมชนถูกกว่ามาก

"ที่สำคัญดอกเบี้ยที่ เราคิดนั้น คิดแบบลดต้นลดดอก ไม่ได้คิดแบบรวบยอดอย่างเงินกู้นอกระบบ ไม่มีการลดต้นลดดอก ไม่ว่าจะผ่อนเงินต้นไปมากแค่ไหน ยังต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงเท่าเดิม

ส่วนที่มองว่า เราคิดดอกสูงกว่าธนาคารพาณิชย์ทั่วไป เนื่องจากว่า การทำธุรกิจของธนาคารชุมชนมีต้นทุนค่อนข้างสูง มีความเสี่ยงสูง ปล่อยกู้ให้โดยไม่มีทรัพย์ค้ำประกัน อาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นสำคัญ เพราะเราเชื่อว่า คนจนส่วนใหญ่มีความซื่อสัตย์ มีจิตใจดีงาม ไม่ค่อยคิดคดโกงใคร"

คนจนต้องจนเพราะถูกคนอื่นเขาโกง คนอื่นเอาเปรียบไปมากกว่า...โดยที่ตัวเองไม่เคยได้คิดเอาเปรียบคดโกงใคร

ส่วน เรื่องการบริหารความเสี่ยง ปล่อยกู้โดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แม้จะมีความเสี่ยงหนี้สูญค่อนข้างสูง ผจก.ธ.ก.ส.อธิบายว่า การปล่อยกู้ของธนาคารชุมชนจะกระทำใน 2 รูปแบบ

1. ปล่อยกู้ผ่านสถาบันเงินกู้ที่มีอยู่แล้วในชุมชนหมู่บ้าน เช่น กลุ่มการเงิน กองทุนหมู่บ้าน กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ฯลฯ

2. ปล่อยกู้ตรงให้กับผู้มีรายได้น้อยโดยตรง

"การปล่อยกู้ผ่านสถาบันการ เงินในชุมชนที่มีความเข้มแข็งอยู่แล้ว แต่มีเงินทุนให้สมาชิกกู้ได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ปัญหาเรื่องความเสี่ยงจะมีไม่ค่อยมาก เพราะแต่ละชุมชนจะมีระบบ มีคณะกรรมการคอยกลั่นกรองอยู่แล้วว่า คนที่จะมาขอกู้มีพฤติกรรมอย่างไร มีความตั้งใจทำมาหากินแค่ไหน ทำอาชีพอะไร กู้ไปแล้วมีความสามารถที่จะชำระหนี้ ได้หรือเปล่า

ส่วนการปล่อยกู้ ให้กับผู้มีรายได้น้อยโดยตรงมีความเสี่ยงสูงกว่า จะมีปัญหาเพิ่มขึ้นบ้าง ที่เราจะต้องใช้เจ้าหน้าที่ของธนาคารมาคัดกรอง สอบถามประวัติต่างๆด้วยตัวเอง ทั้งจากตัวผู้ต้องการกู้เงินและเพื่อนบ้านในชุมชนว่า เป็นคนอย่างไร ทำมาหากินอะไร จะเอาเงินไปพัฒนาอาชีพสร้างเสริมรายได้

ยังไง มีความสามารถที่จะหารายได้มาชำระหนี้ได้หรือไม่ ถ้าผ่านเงื่อนไขก็สามารถกู้เงินได้โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน"

สำหรับ ข้อกังวลเรื่องธนาคารชุมชนเป็นธนาคารใหม่ จะเปิดดำเนินการในอีกไม่กี่วัน จะมีเจ้าหน้าที่พร้อมให้บริการคนจนกู้เงินในวันที่ 1 เม.ย.นี้หรือ

ผจก.ลักษณ์ ยืนยันว่า ทุกวันนี้ ธ.ก.ส.มีพนักงานพัฒนาธุรกิจ ที่เรียกว่า FBI (Feebase Income) ประมาณ 200 คน กระจายไปตามสาขาต่างๆ ทำหน้าที่ให้บริการรับชำระค่าสาธารณูปโภคต่างๆให้กับลูกค้าอยู่แล้ว

"พนักงาน เหล่านี้เป็นคนที่อยู่ในชุมชน มีความคุ้นเคยกับคนในพื้นที่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ในเบื้องต้นธนาคารจะให้พนักงานเหล่านี้เข้ามาช่วยดูแลลูกค้าของธนาคารชุมชน ไปก่อน ให้ทำหน้าที่หาลูกค้า สอบถามประวัติลูกค้า เรียกว่า ให้ทำหน้าที่เหมือนกับพนักงาน ในยุคก่อตั้ง ธ.ก.ส.เมื่อปี 2509 นั่นแหละ

ยุค นั้น พนักงาน ธ.ก.ส.ทำอย่างไร ยุคนี้พนักงานธนาคารชุมชนก็ต้องทำอย่างนั้น โดยให้พนักงาน 1 คน ดูแลลูกค้าให้ได้ 300 คน"

พร้อมกันนั้น ภายใน 3 ปี จะมีการเปิดรับพนักงานใหม่เพิ่มขึ้นมาอีก 1,000 คน

ส่วนที่ทำการ ของธนาคารชุมชน ในระยะเริ่มแรกจะใช้ที่สำนักงานสาขาของ ธ.ก.ส.เป็นที่ทำการของธนาคารชุมชนไปก่อน

ฉะนั้นวันที่ 1 เม.ย.นี้ ผจก.ธ.ก.ส.มั่นใจเปิดให้คนจนตกหล่นแสดงความจำนงที่จะขอกู้เงินจากธนาคาร ชุมชนได้อย่างแน่นอน

และระยะเริ่มแรก 3 ปี ธนาคารตั้งเป้าไว้ว่าจะปล่อยกู้ประชาชนให้ได้ ประมาณ 300,000 ราย ในวงเงิน 6,000 ล้านบาท จากนั้นจะมีการประเมินผลงานว่า ผลการดำเนินการที่ออกมาเป็นอย่างไร มีหนี้เน่าหนี้เสียเยอะขนาดไหน

ถ้า ไปได้ดี...ในอนาคตข้างหน้า ผจก.ลักษณ์บอกว่า จะนำเรื่องขออนุมัติจาก ครม.ตั้งธนาคารชุมชนเป็นธนาคารใหม่แยกอิสระจาก ธ.ก.ส.ไปเลย

แต่ฝัน โอกาสทองของคนจนจะเป็นจริงยั่งยืนถึงขั้นนั้นหรือไม่... ขึ้นอยู่กับศักดิ์ศรีความสัตย์ซื่อของคนจนผู้ยิ่งใหญ่ด้วยเช่นกัน.

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

31 March, 2010

 

ลุ้นครม.ไฟเขียวแก้หนี้สินเกษตร กรกว่า8หมื่นล. จูงใจผ่อนครบครึ่งหนึ่งตรงเวลา ที่เหลือยกให้


กก.เฉพาะกิจฯ ชง ครม.แก้หนี้สินเกษตรกร 5.1 แสนราย กว่า 8 หมื่นล้าน ให้ทำสัญญาเจ้าหนี้ใหม่ ชูผ่อนชำระครบครึ่งหนึ่งภายในเวลาที่กำหนด ได้รับสิทธิยกหนี้ที่เหลือให้ทันที

คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรอย่างบูรณาการ ที่มีพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) เมื่อวันที่ 29 มีนาคม ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้นำเสนอแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกรรูปแบบใหม่ ที่จะสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้สินของเกษตรกรที่มีต่อสถาบันการเงินให้หมดสิ้นภายในระยะเวลาไม่เกิน 15 ปี ต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบอนุมัติต่อไป

"สำหรับแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกรที่วางไว้ครั้งนี้ จะมีจุดเด่นอยู่ที่การให้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เข้าไปเป็นตัวกลางในการแก้ไขปัญหาหนี้สินระหว่างเกษตรกรกับสถาบันการเงิน โดยทั้งสองฝ่ายจะมีการทำสัญญาใช้หนี้ระหว่างกัน โดยเกษตรกรจะได้รับการพักหนี้เงินต้น 50% ของวงเงินหนี้ทั้งหมด ส่วนดอกเบี้ยจะมีการยกเว้นให้ทั้งหมดด้วย และในขั้นตอนการปรับโครงสร้างหนี้ สถาบันการเงินจะลงนามในบันทึกข้อตกลงเพื่อยืนยันว่า จะไม่นำที่ดินที่ยึดไว้ไปขายทอดตลาด และเกษตรกรก็จะมีสิทธิในการเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อประกอบอาชีพได้เหมือนเดิม" ที่ปรึกษานายกฯกล่าว


ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขั้นตอนการดำเนินงานที่วางเอาไว้ กฟก.จะรับหน้าที่ในการประสานงานให้เกษตรกร ได้ทำสัญญาผ่อนชำระหนี้กับสถาบันการเงินเจ้าหนี้ โดย กฟก.จะเข้าไปดูรายละเอียดของมูลหนี้ที่เกิดขึ้น การวางหลักสูตรการฟื้นฟูหนี้ให้เกษตรกร ซึ่งจะนำไปสู่การคำนวณศักยภาพการชำระหนี้ของเกษตรกรว่าจะเป็นรายเดือนหรือรายปี และระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้จะต้องใช้เวลาเท่าไร แต่เบื้องต้นกำหนดไว้ว่าจะต้องไม่เกิน 15 ปี


"สมมุติว่าเกษตรกรรายหนึ่งมีหนี้อยู่ประมาณ 1 แสนบาท และถูกสถาบันการเงินยึดที่ดินไว้ หากเข้ามาสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ที่วางไว้ โดยทำสัญญาว่าจะชำระหนี้ให้กับสถาบันการเงิน ซึ่งเบื้องต้นอาจจะมีการตกลงว่าจะผ่อนชำระหนี้ให้หมดภายใน 5 ปี เกษตรกรจะได้รับสิทธิพักเงินต้นครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 5 หมื่นบาท ส่วนดอกเบี้ยจะถูกยกเว้นทั้งหมด และเมื่อเกษตรกรผ่อนชำระหนี้ตามงวดที่กำหนดไว้ เมื่อถึงเวลาส่งหนี้งวดสุดท้าย สามารถผ่อนชำระหนี้ได้ครบถ้วนเงินต้นที่เหลืออยู่ 5 หมื่นบาท เงินต้นอีก 5 หมื่นบาท ที่ถูกพักไว้ ก็จะถูกยกให้ทันที" คุณหญิงสุพัตรากล่าว

คุณหญิง สุพัตรากล่าวว่า หากเกิดปัญหาเกษตรกรไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้ทันตามระยะเวลาที่กำหนด กฟก.และสถาบันการเงิน จะส่งตัวแทนเข้าไปดูข้อเท็จจริง หากพบว่า มาจากเหตุสุดวิสัยก็จะหาทางเข้าไปช่วยเหลือ แต่ถ้าพบว่า มีเหตุผลไม่สมควร ข้อตกลงก็จะถูกยกเลิก เพราะในข้อเท็จจริงเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จะต้องตระหนักว่า เป็นหน้าที่สำคัญของเกษตรกรในการแก้หนี้ด้วย หลังจากที่รัฐบาลได้พยายามหาทางช่วยเหลืออย่างเต็มที่แล้ว

ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับเกษตรกรที่กำหนดให้เข้าร่วมการปรับโครงสร้างหนี้ครั้งนี้ กำหนดวงหนี้ไว้ไม่เกินรายละ 2.5 ล้านบาท เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ทั้งหมด ตัดยอดหนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2552 แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่เป็นสมาชิก กฟก. 8 หมื่นราย วงเงินหนี้ซึ่งเป็นเงินต้นอยู่ที่ 1.26 หมื่นล้านบาท 2.กลุ่มที่ไม่ได้เป็นสมาชิก กฟก. และเป็นหนี้กับสถาบันการเงินของรัฐ 3.5 แสนราย วงเงินหนี้ซึ่งเป็นเงินต้นอยู่ที่ 5.52 หมื่นล้านบาท 3.กลุ่มที่เป็นหนี้กับสถาบันการเงินเอกชน สหกรณ์ และนิติบุคคล 8 หมื่นราย วงเงินหนี้เงินต้นอยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านกว่าบาท รวมจำนวนเกษตรกรทั้งหมด 5.1 แสนราย รวมมูลหนี้ 8.04 หมื่นล้านบาท

คุณหญิง สุพัตรากล่าวว่า ในส่วนขั้นตอนการปรับโครงหนี้นั้น กฟก.จะมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดฝึกอบรมอาชีพทั้งหมด ให้เข้ามาช่วยจัดโปรแกรมอบรมฟื้นฟู พัฒนาการประกอบอาชีพให้เกษตรกรอย่างเป็นระบบเน้นผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นหลังการฝึกอบรม เพื่อให้มีกำลังเพียงพอที่จะผ่อนชำระหนี้ต่อสถาบันการเงินได้ ซึ่งจะมีการเสนอขออนุมัติงบประมาณจาก ครม.ด้วย คาดว่าจะใช้วงเงินในการฝึกอบรม 7,900 ล้านบาท ส่วนการแก้หนี้ทั้ง 8.04 หมื่นล้านบาทนั้น รัฐบาลยืนยันว่า จะไม่ใช้เงินงบประมาณเลย เนื่องจากเรื่องนี้เป็นมาตรการที่มีการหารือกับสถาบันการเงินมาตลอด ซึ่งสถาบันการเงินเห็นด้วย เพราะทำแล้วจะมีแต่กำไร ไม่ขาดทุน เนื่องจากหนี้เหล่านี้เป็นเอ็นพีแอลอยู่แล้ว ถ้าแก้ไขได้ตามแผนที่วางไว้ ก็จะได้เงินคืนมาประมาณ 50% แต่แก้ไขตามกระบวนการปกติ จะได้เงินคืนแค่ 20-30% อีกทั้งยังใช้เวลานานมาก
"ยืนยันว่า การออกมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ของเกษตรกร ครั้งนี้ ไม่มีนัยอะไรเกี่ยวกับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนรากหญ้าในขณะนี้ เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาตลอดตั้งแต่เข้ามาบริหารงาน เพราะมองว่า หากสามารถทำเรื่องนี้ได้จะเป็นจุดเปลี่ยนของประเทศในการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร ซึ่งเป็นปัญหาที่หมักหมมมานาน และนายกฯก็รับทราบมาตลอดและเร่งรัดให้จัดทำรูปแบบออกมาโดยเร็ว ขั้นตอนจากนี้ไปก็จะเป็นหน้าที่ของ กฟก. ที่จะต้องจัดทำรายละเอียดให้แล้วเสร็จเพื่อเสนอให้นายกฯพิจารณานำเข้า ครม.โดยเร็วที่สุด" คุณหญิง สุพัตราระบุ

นายวิชิต จันทะแจ้ง รักษาการเลขาธิการสำนักงาน กฟก. กล่าวว่า หาก ครม.มีมติอนุมัติรูปแบบการปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าว คาดว่าในส่วนเกษตรกรกลุ่มที่ 1 และ 2 น่าจะเริ่มดำเนินการได้ทันที โดยขณะนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารออมสิน ตอบตกลงมาแล้ว ขณะที่ธนาคารกรุงไทย ระหว่างขั้นตอนการเจรจา แต่ในส่วนกลุ่มที่ 3 ในส่วนของสถาบันการเงินเอกชน คงจะต้องประสานงานให้สมาคมธนาคารไทยให้ช่วยเจรจาให้ ส่วนนิติบุคคลและสหกรณ์ ก็คงต้องใช้การเจรจาด้วย แต่เชื่อว่าน่าจะได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

พล.ต.สนั่นกล่าวว่า เชื่อว่าแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้ที่คณะกรรมการ เห็นชอบไปครั้งนี้ จะสามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรได้ ไม่ต่างอะไรกับแนวคิดการให้ กฟก.ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้กับสถาบันการเงิน เพื่อโอนหนี้มาให้ กฟก.ดูแล ตามที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ เพราะวิธีการนี้ จะมีการให้เกษตรกรเข้าสู่โปรแกรมการฟื้นฟูอาชีพอย่างเป็นระบบ และมีกระบวนการควบคุมอย่างเข้มงวด ส่วนสาเหตุที่การออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ไม่ประสบความสำเร็จ ก็เป็นเพราะสถาบันการเงินไม่เชื่อถือการดำเนินงานของ กฟก.

"ผมมั่นใจว่าแนวทางนี้จะแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้ของเกษตรกรได้อย่างแน่นอน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ รัฐบาลหลายชุด หาหลายช่องทางมาดำเนินการแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ถ้าหากรัฐบาลชุดนี้มีปัญหาเรื่องการเมือง และต้องยุบสภา ไปก่อนที่จะนำเสนอเรื่องนี้ คนที่จะซวยก็คงเป็นเกษตรกรที่เป็นหนี้สินเอง เพราะจะไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาหนี้สินที่เราวางไว้ได้" พล.ต.สนั่นระบุ

นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า จากการหารือร่วมกันระหว่าง กฟก.กับสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้เกษตรกรที่เป็นสมาชิก กฟก. มีแนวทางตกลงเบื้องต้นที่จะแก้ไขปัญหาหนี้สินที่เป็นเอ็นพีแอล โดยจะมีการนำหนี้ครึ่งหนึ่งมาปรับโครงสร้างเพื่อผ่อนปรนการชำระหนี้ ลดภาระดอกเบี้ย และยืดระยะเวลาการชำระหนี้ออกไป พร้อมกับให้เข้าร่วมโครงการฟื้นฟูอบรมวิชาชีพ หากเกษตรกรสามารถทำตามเงื่อนไขได้ ก็จะยกเว้นหนี้อีกครึ่งหนึ่งที่เหลือ หลักการนี้มีธนาคารของรัฐ 3-4 แห่งเห็นชอบแล้ว แต่จะต้องนำกลับไปเสนอบอร์ดเพื่อขออนุมัติ อีกทั้งยังติดปัญหาที่สมาคมธนาคารไทย ในฐานะผู้ประสานงานของสถาบันการเงินเอกชน

"ปัญหาสำคัญคือ จะต้องทำหนังสือไปยังกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย โดยกระทรวงการคลังจะต้องหาเงินชดเชยให้กับสถาบันการเงินในส่วนของหนี้ที่ยกให้กับเกษตรกร เพราะจะต้องมีมติ ครม.รองรับในการจ่ายชดเชย ขณะที่ ธปท.ในฐานะผู้กำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ว่า เงื่อนไขการผ่อนหนี้ดังกล่าวขัดกับหลักเกณฑ์ของ ธปท.ในการกำกับดูแลสถาบันการเงินหรือไม่ โดยเฉพาะกรณีธนาคารกรุงไทย แม้ว่ารัฐจะถือหุ้นใหญ่ แต่ก็ดำเนินการแบบเอกชน" นายเอ็นนูกล่าว

ที่มา : มติชนออนไลน์

 

เอสเอ็มอีแบงก์ มอบสินเชื่อแก้ไขหนี้นอกระบบ 300 ราย พร้อมฝึกอาชีพ เสริมรายได้ให้


เอสเอ็มอีแบงก์ มอบสินเชื่อแก้ไขหนี้นอกระบบ 300 ราย พร้อมฝึกอาชีพ เสริมรายได้ให้

เอสเอ็มอีแบงก์ มอบสินเชื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน (หนี้นอกระบบ) จำนวนกว่า 300 ราย ในกรุงเทพ-ปริมณฑล และ 14 จังหวัด พร้อมจัดอบรมความรู้ ฝึกอาชีพ เพื่อสร้างเสริมรายได้ให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ หรือ นำไปประกอบอาชีพใหม่ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
วันนี้ (25 มีนาคม 2553) นายโสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เป็นประธานมอบสินเชื่อ “โครงการสินเชื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน (หนี้นอกระบบ) ” ตามนโยบายของรัฐบาล จำนวน 304 ราย รวมมูลหนี้ 29.9 ล้านบาท แบ่งเป็น ลูกหนี้ที่มีมูลหนี้ไม่เกิน 5 หมื่นบาท จำนวน 50 ราย มูลหนี้ 1.6 ล้านบาท และลูกหนี้ที่มีมูลหนี้เกินกว่า 5 หมื่นบาท จำนวน 254 ราย มูลหนี้ 28.3 ล้านบาท โดยเป็นลูกหนี้บางส่วนของพื้นที่เขตกรุงเทพ-ปริมณฑล และ 14 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ลพบุรี สุพรรณบุรี อยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท อุทัยธานี และนครสวรรค์ ณ ห้องมัฆวานรังสรรค์ สโมสรทหารบก
นายโสฬส กล่าวว่า เอสเอ็มอีแบงก์ได้เดินหน้าเร่งดำเนินโครงการสินเชื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน (หนี้นอกระบบ) ทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ในโครงการฯ โดยธนาคารได้รับรายชื่อลูกหนี้ที่ลงทะเบียนไว้กับกรมบัญชีกลางจำนวน 35,451 ราย มูลหนี้รวม 3,861.05 ล้านบาท ขณะนี้ได้ดำเนินการติดต่อไปยังลูกค้าทุกรายแล้ว ปรากฎว่า ที่ติดต่อได้ จำนวน 17,209 ราย หรือคิดเป็น 48.54% และอยู่ระหว่างกระบวนการติดต่อ จำนวน 18,242 ราย หรือคิดเป็น 51.46% โดยแบ่งลูกหนี้ออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่มีมูลหนี้ไม่เกิน 5 หมื่นบาท จำนวน 10,841 ราย และลูกหนี้ที่มีมูลหนี้เกิน 5 หมื่นบาท จำนวน 24,610 ราย และขณะนี้มีลูกหนี้ที่ผ่านการเจรจาแล้ว จำนวน 2,218 ราย โดยแบ่งเป็นลูกหนี้อยู่ในเกณฑ์ที่พิจารณาสินเชื่อได้ จำนวน 1,160 ราย และอยู่ระหว่างรอความพร้อมของลูกหนี้ (ด้านเอกสาร/ผู้ค้ำประกัน) จำนวน 1,058 ราย โดยธนาคารจะเร่งดำเนินการช่วยเหลือลูกหนี้ให้แล้วเสร็จทุกรายภายใน 15 มิถุนายน 2553 จึงขอให้ลูกหนี้รีบนัดหมายเจ้าหนี้ของท่านและติดต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารโดยด่วน เพื่อจักได้ดำเนินการเจรจาประนอมหนี้และเข้าสู่กระบวนการพิจารณาสินเชื่อต่อไป
นอกจากนี้ ภายในงานดังกล่าวยังจัดกิจกรรมอบรมในหัวข้อ “การจัดทำรายงานเงินสด รายรับ-จ่าย” เพื่อให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯนำไปใช้ประโยชน์ในกิจการของตนเอง และจัดสอนอาชีพ จำนวน 5 อาชีพ ได้แก่ เครื่องประดับ Handmade จัดช่อดอกไม้สด เพ้นท์ขวดแก้ว เขียนภาพด้วยปากการ้อน (บนพื้นไม้) และประดิษฐ์กล่องผ้าไหม เป็นต้น โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งธนาคารจะจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯให้มีโอกาสสร้างงานเสริมรายได้สามารถพึ่งพาตนเองได้ และมีความสามารถที่จะชำระหนี้กับธนาคารต่อไป

ที่มา : SME Bank

24 March, 2010

 

“แบงก์ชาติ” ดันไมโครไฟแนนซ์ปล่อยกู้รากหญ้า


โดย ผู้จัดการ วันที่ 2010-03-17 19:49:44

“แบงก์ชาติ” ผลักดันไมโครไฟแนนซ์ ปล่อยกู้แก่รากหญ้าทดแทนการไปกู้นอกระบบ แจงดำเนินการเวิร์กชอปให้ความรู้แก่แบงก์พาณิชย์เพื่อจูงใจให้บริการนี้มากขึ้น นางสาวนวพร มหารักขกะ ผู้อำนวยการอาวุโส สายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการศึกษาการให้บริการทางการเงินแก่ประชาชนระดับรากหญ้า ซึ่งไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบธนาคารพาณิชย์ได้ (ไมโครไฟแนนซ์) โดยยอมรับว่า การให้ความช่วยเหลือในเรื่องดังกล่าว ถึงเป็นเรื่องใหม่ในการทำธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ไทย ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาสถาบันการเงินไทยไม่เคยทำมาก่อน และมองว่าเป็นธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง เพราะหลักการของการให้สินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ เป็นการให้สินเชื่อแก่คนที่ไม่เคยมีประวัติทางการเงินมาก่อน และไม่ต้องมีหลักทรัพย์มาค้ำประกัน เพื่อให้ระดับรากหญ้าเข้าถึงบริการทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ได้จริง อย่างไรก็ตาม ข้อดีของไมโครไฟแนนซ์ที่ ธปท.ต้องการผลักดันให้เกิดขึ้น เนื่องจากสินเชื่อเหล่านี้จะเข้ามาทดแทนเงินกู้นอกระบบ ซึ่งเป็นแหล่งเงินกู้ของผู้มีรายได้น้อยและไม่มีโอกาสกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ได้ เนื่องจากไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันในการกู้เงิน แต่การกู้นอกระบบจะถูกเอาเปรียบจากอัตราดอกเบี้ยที่แพงมาก ดังนั้น ในช่วงต่อไปนี้ ธปท.มีแผนจะจัดเป็นสัมมนาเวิร์กชอป หรือการออกไปให้ความรู้ให้กับธนาคารพาณิชย์ไทย ให้เข้าใจการดำเนินการธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในลักษณะไมโครไฟแนนซ์มากขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจให้เปิดใจยอมรับ และสร้างแรงจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์ในประเทศเข้ามาทำธุรกิจปล่อยสินเชื่อขนาดเล็กในลักษณะนี้มากขึ้น “ธปท.เข้าใจดีว่า หากธนาคารพาณิชย์จะทำธุรกิจอะไร จะต้องสามารถสร้างกำไรได้ และการปล่อยสินเชื่อลักษณะนี้มีความเสี่ยงสูงกว่าการปล่อยสินเชื่อในปัจจุบัน ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่เก็บจากลูกค้าอาจจะสูงกว่าการปล่อยกู้ในระบบปัจจุบัน แต่ถ้าเทียบกับดอกเบี้ยหนี้นอกระบบในขณะนี้จะต่ำกว่ามาก และที่สำคัญช่วยเพิ่มโอกาสการทำอาชีพให้กับคนระดับรากหญ้ามากขึ้น แต่การจะเชิญชวนให้ธนาคารพาณิชย์เข้ามาทำก็ต้องสร้างความเข้าใจว่า การทำธุรกิจลักษณะนี้มีโอกาสในการทำกำไรได้” น.ส.นวพร กล่าว ทั้งนี้ จากที่หารือในเบื้องต้นกับธนาคารพาณิชย์ไทยนั้น มีบางรายที่สนใจและตั้งใจจะใช้เป็นช่องทางในการปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติม ขณะที่การเพิ่มธนาคารพาณิชย์จากต่างประเทศที่เคยมีประสบการณ์หรือทำธุรกิจนี้ในต่างประเทศ ให้เข้ามาขอใบอนุญาต (ไลเซนส์) จัดตั้งสถาบันการเงินในประเทศไทย เป็นเรื่องหนึ่งที่ระบุไว้ในแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นแผน 5 ปี คือ ตั้งแต่ปี 2552-2256 ซึ่งธนาคารต่างประเทศเหล่านั้นมีความเข้าใจอยู่แล้ว ดังนั้น ในช่วงนี้จึงเป็นหน้าที่ ธปท.ที่จะให้ความรู้กับธนาคารพาณิชย์ไทยให้แข่งขันได้ก่อน

ข่าว : ผู้จัดการ

This page is powered by Blogger. Isn't yours?


หน้าแรก   |   เกี่ยวกับเรา   |   หน่วยงาน   |   แหล่งข้อมูล   |   คำถามที่ถามบ่อย ๆ   |   ติดต่อเรา

Copyright © 2009 ไมโครไฟแนนซ์ในประเทศไทย. All Rights Reserved.