English   |   ไทย
  • หน้าแรก
  • เกี่ยวกับเรา
  • หน่วยงาน
  • แหล่งข้อมูล
  • คำถามที่ถามบ่อย ๆ
  • ติดต่อเรา

หน้าแรก Archives
  • » June 2008
  • » July 2008
  • » August 2008
  • » September 2008
  • » October 2008
  • » December 2008
  • » January 2009
  • » March 2009
  • » April 2009
  • » May 2009
  • » June 2009
  • » July 2009
  • » August 2009
  • » September 2009
  • » November 2009
  • » December 2009
  • » January 2010
  • » February 2010
คำถามที่ถามบ่อย ๆ

1. ไมโครเครดิต คือ อะไร


2. สถาบันไมโครไฟแนนซ์ (MFI) คือ อะไร


3. ลูกค้าไมโครไฟแนนซ์ คือ ใคร


4. ไมโครเครดิตช่วยคนจนได้อย่างไร


5. คนจน จนเกินไปที่จะออมเงินหรือเปล่า


6. ทำไมสถาบันการเงินถึงคิดดอกเบี้ยเงินกู้สูงให้กับคนจน


more คำถามที่ถามบ่อย ๆ...

ข่าวสาร

กรกฎาคม – ตุลาคม 2009 - หลักสูตรการอบรมไมโครไฟแนนซ์สำหรับผู้ฝึกหัด
»กรกฎาคม – ตุลาคม 2009 โครงการฝึกอบรมออนไลน์สำหรับผู้ที่สนใจในด้านมโครไฟแนนซ์ โดยจะมีหลักสูตรทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย


21-25 กันยายน - Second ECHO Agricultural Conference (Chiang Mai)


หน้าแรก


01 February, 2010

 

New Thai microfinance regulations worrying for the burgeoning industry


January 28,2010

Much anticipated regulatory changes in Thailand have resulted in dismay within the local microfinance sector and continue a long-established pattern of disappointing policy-making in the country. The new laws have created new requirements for obtaining microfinance licences. For the next three years, only local banks will be given licenses. The Bank of Thailand has informed some MFIs that they will not qualify for licenses as they are not working on a national level.

In addition, the government is initiating a 6,000 million baht ($180 million USD) microfinance program in April 2010. They will be using the same village banking methodology as most of the current MFIs (including BWTP members Common Interest and Plan) and will offer subsidised interest rates as low as 9%. The government program therefore threatens the viability of some long-established and successful institutions.

In a blow to the burgeoning sector, the Thai Minister of Finance has also stated that he wants all existing lending programs to merge with the newly established government program in order to streamline and make the system more efficient. Initial discussions have already started among some of the MFIs.

The move will further setback efforts to increase microfinance investment in the region and harks back to the populist policies of the Thaksin government which included subsidised credit to farmers and product promotion through the OTOP-program (One Town One Product).

The BWTP Network will soon publish a Microfinance Industry Report: Thailand which outlines the history of microfinance efforts in the country and outlines recommendation which have disappointingly not been heeded within the current laws.

For more information and updates on developments visit: http://www.microfinancethailand.com/.

ที่มา Banking with the Poor Network

22 January, 2010

 

ธกส.เตรียมเปิดธนาคารชุมชน


นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนา คารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยถึงการดำเนินโครงการธนาคารชุมชน (ไมโครไฟแนนซ์) ว่า ขณะนี้กำลังจัดเตรียมแผนงานที่จะก่อตั้งธนาคารชุมชน พร้อมทั้งเปิดรับสมัครบุคลากร 1,000 คน เพื่อมาดำเนินงานใน 3 ปีแรกนับจาก ปีบัญชีงบประมาณ 53 ตั้งแต่เดือน เม.ย. นี้เป็นต้นไป โดยแยกบัญชีกำไรขาดทุนออกไปจากบัญชีปกติต่างหาก จากนั้นจะประเมินผลการดำเนินงาน หากประสบผลสำเร็จจะแยกออกไปจัดตั้งเป็นบริษัทในเครือหรือบริษัทลูกของ ธ.ก.ส. ต่อไป เพื่อเป็นแหล่งเงิน สำหรับประชาชนระดับรากหญ้าอย่างแท้จริง

ส่วนการปล่อยสินเชื่อเบื้องต้น จะคิดดอกเบี้ย 12% ต่อปี หรือเดือนละ 1% ซึ่งเทียบเท่ากับธนาคารประชาชนของออม สิน แต่ต่างกันตรงที่ของ ธ.ก.ส. นั้นเป็นแบบลดต้นลดดอกในแต่ละงวด ขณะที่ออมสินจะคิดคงที่ตามเวลาการผ่อนชำระ (ฟิคเรต) ทำให้ภาระการชำระหนี้โดยรวมอยู่ในระดับต่ำกว่า เบื้องต้นคาดว่าใน 3 ปีแรกจะมีเงินทุนปล่อยกู้ 6,000 ล้านบาท คาดว่าจะมีผู้ใช้บริการ 300,000 ราย หรือปล่อยกู้ไม่เกินรายละ 20,000 บาท แต่กำหนดเพดานสูงสุดไว้ไม่เกิน 50,000 บาท

“ที่ตั้งโครงการไว้ 3 ปี เพื่อประเมินผล เพราะกังวลว่าอาจมีหนี้เสียมากกว่าการปล่อยกู้เกษตรกรเหมือนที่ผ่านมา เนื่องจาก กลุ่มเป้าหมายต่างกัน ซึ่งในส่วนนี้จึงต้องประสานความร่วมมือกับธนาคารออมสินเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกัน โดยแลกเปลี่ยนข้อ มูลลูกหนี้ระหว่างกัน เหมือนการตรวจสอบข้อมูลจากบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ”.--จบ--

แหล่งที่มา

18 January, 2010

 

สั่งธกส.เกียร์ห้าธนาคารชุมชนทั่วประเทศ ให้กู้รากหญ้า5หมื่นบาท-แก้หนี้นอกระบบ


โพสต์ทูเดย์ — กรณ์ไฟเขียวธ.ก.ส. ดึงกลุ่มสัจจะออมทรัพย์-กองทุนหมู่บ้านร่วมธนาคารชุมชน

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ว่า ได้เห็นชอบการจัดตั้งธนาคารชุมชนของธ.ก.ส. เพื่อเป็นช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินมากขึ้น โดยธนาคารชุมชนจะมีรูปแบบแตกต่างไปจากธนาคารประชาชนของธนาคารออมสิน แต่ว่ายึดหลักการเดียวกัน คือมุ่งการปล่อยสินเชื่อแก่ประชาชนระดับฐานรากที่มีนับล้านคน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นลูกหนี้นอกระบบที่ต้องชำระดอกเบี้ยสูงเกินควร โดยจะเร่งดำเนินการภายในปี 2553
รมว.คลัง กล่าวว่า ธนาคารชุมชนของธ.ก.ส.และออมสินจะไม่ทับซ้อนกัน เพราะธนาคารออมสินจะเน้นลูกค้าที่ชุมชนเมือง ขณะที่ธ.ก.ส. จะเน้นชุมชนในชนบทอยู่แล้ว จึงเชื่อว่าจะครอบคลุมการให้บริการทางการเงินแก่ประชาชน

นายกรณ์ กล่าวว่า ธนาคารชุมชนของธ.ก.ส. นี้จะไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องการเปิดสาขา แต่จะดึงองค์กรหรือเครือข่ายที่มีแนวทางดำเนินงานแบบเดียวกันเข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็นกองทุนสัจจะออมทรัพย์ กองทุนหมู่บ้านที่มีอยู่แล้ว รวมถึงเจ้าหนี้นอกระบบก็สามารถเข้าร่วมได้

สำหรับการคิดอัตราดอกเบี้ยนั้นจะกำหนดชัดเจนเหมือนธนาคารประชาชน จะเป็นเท่าใดนั้นทางธ.ก.ส. ต้องไปคิดอัตราในเชิงพาณิชย์อีกครั้ง

ก่อนหน้านี้นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธ.ก.ส. ระบุว่า ธนาคารชุมชนจะช่วยให้เงินกู้สำหรับประชาชนและผู้ประกอบการที่มีรายได้น้อยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ หรือโครงการไมโครไฟแนนซ์ เบื้องต้นจะจัดสรรวงเงินประมาณ 6,000 ล้านบาท เป็นเงินทุนหมุนเวียน ระยะที่ 1 มีระยะเวลา 3 ปี ส่วนในระยะที่ 2 อาจมีการจัดตั้งเป็นองค์กรอิสระ เพื่อรองรับการดำเนินงานของธนาคารชุมชนในรูปแบบบริษัท

กลุ่มเป้าหมายของโครงการมีทั้งรายกลุ่มเพื่อเป็นการเสริมสร้างอาชีพให้กับสมาชิก เฉลี่ยกลุ่มละ 100 ราย วงเงินกู้ไม่เกินรายละ 5 หมื่นบาท ส่วนรายบุคคลจะปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าทั่วไปนอกภาคเกษตรสูงสุดไม่เกินรายละ 5 หมื่นบาท ดอกเบี้ยรายบุคคลจะอยู่ที่ 1% ต่อเดือน ส่วนรายกลุ่มอยู่ที่ 0.75% ต่อเดือน

ที่มา หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 December, 2009

 

แผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินระยะที่ 2


อ่านเนื้อหาบทสรุปของแผน

 

ก.คลัง หนุนตั้งธนาคารคนจน แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ


แบงก์ชาติหอบแผนแม่บทการพัฒนาสถาบันการเงินของประเทศเข้าหารือกับ รมว.คลัง ประเด็นสำคัญของแผนคือ การตั้งสถาบันการเงินใหม่ในรูปแบบของธนาคารคนจน เพื่อช่วยเหลือประชาชนในระดับรากหญ้าให้เข้าถึงแหล่งเงินกู้


นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เผยหลังหารือกับ นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าแบงก์ชาติ ว่า ตามแผนแม่บทดังกล่าว มีเป้าหมายชัดเจนที่ต้องการให้ประชาชนในระดับรากหญ้าเข้าถึงบริการทางการเงินมากขึ้น


ซึ่งจากการสำรวจพบว่า ปัจจุบันสัดส่วนประชาชนที่ต้องพึ่งพิงสินเชื่อนอกระบบสูงถึงร้อยละ 20 ของประชาชนโดยรวม และยังพบว่า 1 ใน 10 ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนใดๆ ได้เลย


โดยตามแผนได้วางแนวทางการดำเนินงานไว้ 2 แนวทาง คือ 1.อนุญาตให้สถาบันการเงินปัจจุบันทำธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ ภายใต้โครงสร้างของธนาคารเอง หรือ 2.ตั้ง บริษัทลูก แยกออกมาดำเนินการต่างหาก


แต่ทางแบงก์ชาติต้องการให้ตั้งสถาบันการเงินใหม่ เช่น ธนาคารคนจน สำหรับปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มรากหญ้าขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งกระทรวงการคลังก็พร้อมสนับสนุน โดยวางระยะเวลาการดำเนินการของแผนแม่บทฯ ไว้ต้นไตรมาส 4 ปีนี้


ขณะที่ นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการแบงก์ชาติ บอกว่า วัตถุประสงค์ที่ ธปท.มีแนวความคิดผลักดันเรื่องการทำธุรกรรมการเงินระดับฐานราก หรือ ไมโครไฟแนนซ์ เพื่อเป็นการเพิ่มเติมช่องว่างในการเข้าถึงสินเชื่อของกลุ่มรายย่อย ที่ผู้มีรายได้น้อยหรือระดับรากหญ้าในปัจจุบันไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบ สถาบันการเงินได้ โดยธุรกิจไมโครไฟแนนซ์นี้ต่างจากการทำธุรกิจ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) รวมทั้งต่างจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน แต่ไมโครไฟแนนซ์จะเน้นให้สินเชื่อรายย่อยที่มีรายได้น้อยห่างไกลความเจริญ และไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินได้ ซึ่งจะเป็นการลดการกู้เงินนอกระบบที่คิดดอกเบี้ยแพง



โดยรูปแบบไมโครไฟแนนซ์ที่ ธปท.สนับสนุนให้เกิดขึ้น จะมีลักษณะการให้บริการทางการเงินแก่ประชาชนรายเล็กๆ ที่มีลักษณะเล็กกว่าสินเชื่อบุคคล สินเชื่ออุปโภคบริโภค และเล็กกว่าเอสเอ็มอี เช่น ผู้มีรายได้น้อย แม่ค้า พ่อค้า เจ้าของร้านตัดผม ร้านเสริมสวยที่มีลูกจ้างน้อยราย ซึ่งปัจจุบันถูกธนาคารพาณิชย์มองข้าม เพราะเป็นกลุ่มลูกค้าขนาดเล็ก และมีต้นทุนทางการเงินสูง ทำให้คนกลุ่มนี้ต้องหันไปพึ่งพิงเงินกู้นอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง


การให้บริการในกลุ่มนี้จะมีลักษณะคล้ายกับสินเชื่อผู้ค้าแผงลอยที่ธนาคารออมสินเคยทำ แต่ไม่เหมือนกลุ่มสหกรณ์ หรือ สัจจะออมทรัพย์ รูปแบบอาจจะแตกต่างกันไป คือ ปล่อยกู้วงเงินไม่มาก คิดดอกเบี้ยในอัตราที่พอจ่ายไหว แต่น้อยกว่าเงินกู้นอกระบบ ซึ่งขณะนี้ ธปท.กำลังศึกษาการกำหนดดอกเบี้ยที่เหมาะสม


ขณะที่รอบบัญชีการจ่ายคืนหนี้ไม่ยึดตามเดือนเหมือนปกติ อาจจะให้จ่ายรายสัปดาห์ ราย 15 วัน หรือราย 3 เดือน 6 เดือน ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตชาวบ้าน และตรงกับความต้องการ


ผลสำรวจของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ ระบุชัดว่า กลุ่มเกษตรกรมีหนี้สินถึง 95% มีหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 114,477 บาท เพิ่มขึ้นจากการผลสำรวจเดือนธันวาคม 2551 ที่มีหนี้สินเฉลี่ยครัวเรือน 88,059 บาท โดยเป็นหนี้ในระบบ 65% ลดลงจากธันวาคม 2551 ที่มีสัดส่วน 77.8% ขณะที่หนี้นอกระบบเพิ่มขึ้นเป็น 35% จากเดือนธันวาคม 2551 ที่มีสัดส่วน 22.2% สะท้อนให้เห็นว่าปัจจุบันเกษตรกรมีหนี้นอกระบบเพิ่มสูงขึ้น และในอีก 1 ปีข้างหน้า หนี้นอกระบบจะยังคงเพิ่มสูงมากกว่าหนี้ในระบบเช่นกัน จากปัญหาดังกล่าวส่งผลให้ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา มีการผิดนัดชำระถึง 27% โดยหนี้สินส่วนใหญ่ 29% นำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ลงทุน 27% ซื้อยานพาหนะ 13% ค่ารักษาพยาบาล 12%

ที่มา ข่าวช่อง 3

This page is powered by Blogger. Isn't yours?


หน้าแรก   |   เกี่ยวกับเรา   |   หน่วยงาน   |   แหล่งข้อมูล   |   คำถามที่ถามบ่อย ๆ   |   ติดต่อเรา

Copyright © 2009 ไมโครไฟแนนซ์ในประเทศไทย. All Rights Reserved.